เมื่อได้ทราบข่าวการผนึกกำลังของ "ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์" ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๒ ที่ปัจจุบันสมาชิกส่วนใหญ่ คือ องค์กรที่ประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชนมืออาชีพ เป็นช่วงจังหวะที่ทาง"ชมรมส่องทาง" มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเอง กำลังปรับปรุงการนำเสนอข่าวภายในมหาวิทยาลัยสู่ภายนอกในรูปแบบสื่อใหม่ ดังที่ทางเอแบคเองได้เปิดตัวสื่อใหม่ คือ ABAC Channel ที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น จึงอยากนำเสนอข่าวที่เก็บตกมาจากนิตยสาร e-commerce และจากสมาชิกของชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์มาให้อ่าน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการเสนอข่าวผ่านสื่อเวปไซด์ www.songthang.com

แท้จริงการก่อตั้งชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตย โดยปราศจากการปิดกั้นจากอำนาจใดๆ ให้ประชาชนผู้รับข้อมูลข่าวสารออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ตระหนักในคุณค่าของงานสร้างสรรค์ที่ผ่านกระบวนการทางวารสารศาสตร์ โดย “ผู้ผลิตข่าวออนไลน์” เป็นความร่วมมือจาก 15 สื่อชั้นนำของประเทศ อาทิ บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด (www.manager.co.th) บริษัท เทรนด์ วีจี 3 จำกัด (www.thairath.co.th) บริษัท เดลินิวส์เว็บ จำกัด (www.dailynews.co.th) บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) (www.matichon.co.th, www.khaosod.co.th) บริษัทโพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)(www.bangkokpost.co.th, www.posttoday.com, www.gurubangkok.com, www.student-weekly.com)บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้งคอร์ปอเรชั่น(www.nationmultimedia.com,www.komchadluek.com, www.bangkokbiznews.com) บริษัทสยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)(www.siamsport.co.th, www.siamdara.com, siamsporttv.com,www.sbt.co.th, www.fhm.in.th) หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (www.thannews.th.com) สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น (www.innnews.co.th) หนังสือพิมพ์สยามรัฐ (www.siamrath.co.th) สำนักพิมพ์ดาราเดลี่(www.daradiary.com) หนังสือพิมพ์แนวหน้า (www.naewna.com) หนังสือพิมพ์เชียงใหม่นิวส์ (www.chiangmainews.co.th) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (www.thaipbs.or.th) และบมจ. อสมท(www.mcot.net)โดยเจตนารมณ์หลักของการจัดตั้งชมรมในครั้งนี้ก็เพื่อปกป้องลิขสิทธิ์ของข่าว มิให้มือที่สามนำไปแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบธรรม ไม่ว่าการแสวงหาผลประโยชน์นั้นจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม โดยจะเน้นไปที่ช่องทางเว็บไซต์นั้น ย่อมทำให้ทาง"ชมรมส่องทาง มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ"เอง ที่กำลังจะปรับเปลี่ยนการนำเสนอข่าว และบทความเป็นแบบออนไลน์อย่างมืออาชีพจึงต้องติดตาม และนำข้อมูลมาเพื่อใช้ในการปรับปรุงวิธีการนำเสนอดังกล่าวให้เหมาะสมกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งจากภายในมหาวิทยาลัยเองก็ดี หรือจากองค์กรภายนอกมหาวิทยาลัย ตลอดจนผู้รับข่าวสารเช่นประชาชนทั่วไป
การประกาศข่าวการจัดตั้งชมรมนี้ออกมาแน่นอนว่าเสียงตอบรับย่อมแบ่งออกเป็นสองฝ่ายฝ่ายที่สนับสนุนเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ของชมรมเห็นว่า สมควรแล้วที่นักข่าวจะได้รับการปกป้องคุ้มครองทางด้านลิขสิทธิ์บ้างหลังจากที่ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยการทำข่าวแบบ“ก๊อบแปะ”ของหลายเว็บท่า (Portal Site) มาเนิ่นนาน ในขณะที่ตัวนักข่าว หรือตัวสื่อเจ้าของผู้ผลิตข่าวเองก็มิได้รับผลประโยชน์ชอบธรรมอันใดแต่ทางเว็บไซต์ที่นำข่าวเหล่านั้นไปใช้งานกลับได้ประโยชน์จากข่าวไปเต็มๆ (ผลประโยชน์ในที่นี้คือยอดค่าโฆษณาและยอดจำนวนผู้เข้าชมเว็บ)
ฝ่ายที่สนับสนุนบอกว่าข่าวแต่ละข่าวกว่าจะทำออกมารายงานได้นั้น มีค่าใช้จ่าย มีการลงทุนลงแรงไปมาก ดังนั้น ฝ่ายที่นำไปใช้ก็ควรจะมีการตกลงกับเจ้าของข่าวให้เรียบร้อยเพื่อแบ่งชิ้นเค้กกันให้ถูกให้ควรซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำเบื้องต้นของทางชมรม ว่า “ขอให้เว็บไซต์ที่นำเอาเนื้อหาข่าว ภาพข่าว และเนื้อหาอื่นๆซึ่งผลิตขึ้นโดยเว็บไซต์ผู้ผลิตข่าวออนไลน์ไป ใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและผลิตซ้ำเพื่อเผยแพร่อย่างไม่เหมาะสมดำเนินการให้ถูกต้องเหมาะสมด้วยการนำหัวข้อข่าว ที่ถูกส่งผ่านระบบ RSS Feed ไปติดตั้งเพื่อให้ผู้อ่านสามารถลิงก์กลับมาอ่านข่าวจากเว็บไซต์ของผลิตข่าวได้โดยตรง” (เข้าใจว่าจะอยู่ในลักษณะของ Widget ที่จะแสดงเฉพาะหัวข้อข่าวในเว็บไซต์ที่นำโค้ดไปติดตั้งเท่านั้น แต่ตัวเนื้อข่าวจะไม่แสดงในเว็บปลายทาง เมื่อคลิกหัวข้อข่าว ลิงก์จะนำผู้ชมกลับมายังเว็บต้นทางซึ่งเป็นเจ้าของข่าว เช่น เว็บหลักของหนังสือพิมพ์)
ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเจตนารมณ์การจัดตั้งชมรมนั้นแสดงความเห็นว่า เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่ค่อนข้างต่างไปจากสื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ดังนั้น ธรรมชาติของการกระจายข่าวสารก็ต่างออกไปด้วย การจะยึดถือว่า
ข่าวใดข่าวหนึ่งเป็นของใครนั้นไม่ใช่เรื่องที่ถูกที่ควรเพราะจะเป็นการสกัดกั้นความสามารถในการเผยแพร่ข่าวสารนอกจากนี้ ยังแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับกฎการบังคับใช้ (หรือ “คำแนะนำเบื้องต้น” ตามคำนิยามของทางชมรม) ว่าจะบังคับใช้เฉพาะกับเว็บท่าเท่านั้นหรือจะบังคับใช้ในหมู่บล็อกเกอร์ทั่วไปด้วย
เกี่ยวกับกรณีนี้ ทางชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ได้ระบุไว้ในคำแนะนำว่าหากเป็น
เว็บไซต์ที่นำข้อมูลไปเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานหรือเพื่อการศึกษานั้น จะถือเป็นกรณียกเว้น คือ สามารถนำข่าวไปใช้ได้อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าการเผยแพร่ข่าวในลักษณะใดเป็นการเผยแพร่เพื่อวิทยาทานหรือการศึกษาหรือเป็นการเผยแพร่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจด้วยโดยจากคำให้สัมภาษณ์ของหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งชมรมกล่าวว่า“ส่วนใหญ่การเผยแพร่เพื่อแสวงหากำไรนั้นจะเป็นเว็บท่าซึ่งมียอดผู้ชมจำนวนมากแต่ไม่ได้ผลิตข่าวด้วยตัวเองจึงเป็นการละเมิดจริยธรรมทางธุรกิจ ส่วน
การเผยแพร่เพื่อวิทยาทานส่วนใหญ่จะเป็นเว็บไซต์ของทางราชการหรือสถาบันการศึกษา”
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีความเห็นว่า มาตรการวัดดังกล่าวนั้นยังไม่ดีพอเนื่องจากเราจะไม่สามารถแยกได้เลยว่า บล็อกเกอร์รายหนึ่งๆ ที่ติดสคริปต์โฆษณา หรือ Adsense ในหน้าบล็อกของตนเองนำข่าวไปลงเพื่อต้องการหาผลประโยชน์หรือเพียงเพื่อต้องการเผยแพร่ความรู้เท่านั้น– ซึ่ง ในกรณีนี้ชมรมอาจตีความว่าเป็นการแสวงหากำไรเนื่องจากมีสคริปต์โฆษณาแสดงแต่การตีความเช่นนั้นจะเป็นต้นแบบในอนาคต ให้หมายความว่าในทุกๆ หน้าที่นำข่าวไปลง และมีการสคริปต์โฆษณา จะถือเป็นการแสวงหาผลกำไร ซึ่งการตีความเช่นนี้อาจไม่เป็นความจริงเสมอไป
อีกเรื่องหนึ่งที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อตั้งชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ได้ยกขึ้นมาคือ เรื่องของจริยธรรมของคนทำข่าว โดยได้กล่าวอ้างว่าในปัจจุบันนักข่าวหรือสื่อหลักก็มีแนวโน้มที่จะทำงานง่าย “ชุ่ย” มากขึ้น และมีความรับผิดชอบน้อยลง โดยจะเห็นได้ชัดจากหลายกรณีที่มีการนำฟอร์เวิร์ดเมล์หรือข้อความที่ไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริงไปลงข่าวหน้าแรกของเว็บไซต์หรือหนังสือพิมพ์โดยขาดการไตร่ตรอง (เช่น อ้างว่าภาพฉากจากซีรีส์ Lost เป็นภาพที่ได้จากกล่องดำในข่าวเครื่องบินตก)
บางข่าวก็มีการนำข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตที่ชุมชนของเว็บนั้นๆ ได้รวบรวม แปล หรือเขียนขึ้น ไปลงโดยไม่ให้เครดิต บางข่าวก็ใช้รูปถ่ายโดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของรูปให้เป็นลายลักษณ์อักษร (เช่นกรณีล่าสุดที่หนังสือพิมพ์หัวสีฉบับหนึ่งได้ใช้รูปรถไฟจาก Rotfaithai.com โดยแต่ละรูปมีข้อความลิขสิทธิ์กำกับชัดเจน แต่หนังสือพิมพ์ดังกล่าวก็ได้ตัดข้อความออกและนำลายน้ำของตนเองแปะทับลงไปแทน) ดังนั้น จึงมีผู้ให้ความเห็นว่า“ก่อนที่สื่อหลักจะรวมตัวกันเป็นชมรมเพื่อปกป้องลิขสิทธิ์ ข่าวของตนเองนั้นก็ควรที่จะดูแลควบคุมนักข่าวของตนเองให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสขึ้นก่อนมิฉะนั้นจะเข้ากับคำเปรียบเปรยที่ว่า ‘ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง’ และหากมีการฟ้องเว็บไซต์ในกรณีที่นำข่าวไปลง ทางเว็บไซต์หลายๆ เว็บก็เตรียมที่จะฟ้องกลับในข้อหาเดียวกัน”
นอกจากนี้ หลายคนอาจจะตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดในตัวบทกฎหมายเกี่ยวกับข่าวเนื่องจากกฎหมายลิขสิทธิ์ได้กำหนดชัดเจนถึงลักษณะของงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ไว้ห้าประการซึ่งห้าประการนี้ได้รวมไปถึง “ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดีแผนกวิทยาศาสตร์หรือแผนกศิลปะ”ด้วยดังนั้นหากจะดูกันตามกฎหมายแล้วหนังสือพิมพ์หรือสื่อผู้ผลิตข่าวจะไม่มีสิทธิ์ในการปกป้องหรือถือครองข่าวเป็นของตนเองในกรณีที่ข่าวนั้นเป็น Fact หรือข้อเท็จจริง แต่จะมีสิทธิ์เฉพาะในกรณีที่ข่าวนั้นอยู่ในลักษณะ“สกู๊ป”ข้อคิดเห็นหรือบทความเท่านั้นซึ่งจะต้องจำแนกพิจารณาเป็นกรณี เป็นข่าวๆ ไป
ความจริงแล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ถือเป็นข่าวใหม่ในต่างประเทศที่ผ่านมาก็มีความพยายามจากเจ้าของสื่อหลักหลายๆค่ายเกี่ยวกับการบังคับใช้ลิขสิทธิ์กับข่าวเช่นเดียวกัน เช่น ในกรณีที่ AP หรือ Associated Press ได้ออกข้อบังคับว่า “ต่อไปนี้หากผู้ใดอ้างถึงข่าวจาก AP จะต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ โดยราคาเริ่มต้นที่ 12.50 ดอลลาร์ต่อการอ้างข่าว 5 คำ” (และราคาจะสูงถึง 100 ดอลลาร์ หากอ้าง 250 คำขึ้นไป ซึ่งถือเป็นราคาที่ ‘โหด’ มาก) โดยเหตุผลที่นำการเก็บเงินดังกล่าวมาใช้ก็คล้ายๆ กับเหตุผลในการจัดตั้งชมรมผู้ผลิตข่าวฯ ของไทย คือ ทาง AP รู้สึกว่าไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรมที่บล็อกต่างๆ และเว็บไซต์รวบรวมข่าว (News Aggregator) เช่น Google Newsได้นำเนื้อหาข่าวไปใช้เพื่อเพิ่มยอดค่าโฆษณาโดยไม่ได้แบ่งผลประโยชน์ให้กับตนเอง (หลังจากนั้น Rupert Murdoch ผู้บริหารของ News Corp ก็ได้ร่วมขบวนกับ AP ด้วย และเรียกเว็บไซต์รวบรวมข่าวและบล็อกต่างๆ ด้วยคำที่มีสีสันว่า “พวกโรคจิตขี้ขโมย” - Kleptomaniac)
มีผู้วิเคราะห์ว่าเหตุที่ทาง AP และ News Corp ต้องตีโพย ตีพายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างออกนอกหน้าเนื่องจากว่าสื่อกระแสหลักในต่างประเทศนั้นตายลงไปทีละน้อยๆหนังสือพิมพ์ดังหลายหัวทยอยกันปิดตัวลงเนื่องจากสู้สภาวะเศรษฐกิจและจำนวนผู้อ่านที่ลดลงไม่ไหว(ในปี2009รายได้ของธุรกิจหนังสือพิมพ์หดตัวลงถึง29%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว) ผู้คนหันไปเสพข่าวจากอินเทอร์เน็ตมากขึ้นทำให้รายได้ที่ทาง AP และ News Corp เคยได้เป็นกอบเป็นกำนั้นสูญหายไป ทั้งสองบริษัทจึงต้องแสวงหารายได้เพื่อมาอุดรูรั่วดังกล่าว-ถึงแม้จะต้องตั้งตัวเป็นศัตรูกับผู้เสพข่าวทั่วโลกก็ตามที
ส่วนตัวผู้เขียนมีความเชื่อว่าในยุคที่สื่อเก่าเริ่มตาย-สื่อใหม่ เริ่มบูมเช่นนี้สื่อเก่าควรจะร่วมมือกับสื่อใหม่เพื่อหาโมเดลธุรกิจที่สามารถอยู่รอดได้ทั้งสองฝ่ายนอกจากนี้สื่อเก่าควรจะมีการปรับตัวเพื่อให้ทันกับกระแสและลักษณะการเสพสื่อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันในต่างประเทศมีตัวอย่างโมเดลธุรกิจที่สื่อเก่าพยายามจะปรับตัวมากมายเช่นการรับสมัครสมาชิกแบบ Exclusive บนเว็บเพื่ออ่านข่าวบางส่วนที่สมาชิกทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้เพื่อรับข่าวสารที่ครอบคลุมหรือฉับไวขึ้น
ในกรณีที่มีการนำเนื้อหาจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตข่าวออนไลน์ไปเผยแพร่ในช่องทางเว็บไซต์อื่นที่มีลักษณะเป็นเชิงพาณิชย์หรือเจ้าของเว็บไซต์ได้รับประโยชน์ทางธุรกิจ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ผู้ประกอบเว็บไซต์ที่นำข่าวสารนั้น ไปผลิตซ้ำต้องเคารพในความมีลิขสิทธิ์และงานสร้างสรรค์ที่ผลิตโดยเว็บไซต์สมาชิก
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้มีการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างสมาชิกกับผู้ประกอบการเว็บไซต์ที่ต้องการนำข่าวสารจากเว็บไซต์สมาชิกไปเผยแพร่ต่อในเชิงพาณิชย์ โดยยึดหลักความเคารพและคำนึงถึงลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์งานเขียนและจริยธรรมทางธุรกิจ และประโยชน์ที่ผู้ผลิตข่าวออนไลน์จะได้รับด้วย
การจัดตั้งชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์นี้เป็นสัญญาณอันดีที่แสดงให้เราเห็นว่า สื่อเก่า “ตระหนัก” ถึงการมีอยู่และอิทธิพลของสื่อแบบใหม่ปัญหาน่าจะอยู่ที่การขีดเส้นของกฎข้อบังคับที่น่าจะมีออกมาในอนาคต ว่าจะสามารถรักษาผลประโยชน์ของผู้ผลิตข่าวโดยที่ไม่ขัดขวางหรือกีดกันธรรมชาติของการเผยแพร่ข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตได้หรือไม่ ล่าสุดทีเวปไซด์ที่ลงนามใน mou กับทางชมรม ฯ แล้วมีสองแห่งคือ www.kapook.com และ www.mono2u.com และแจ้งมาล่าสุด คือ www.thaiza.com
สำหรับสาระสำคัญของ เอ็มโอยูที่เว็บไซต์สมาชิก เตรียมให้เว็บท่ามาร่วมลงนามนั้น เว็บไซต์สมาชิกจะอนุญาตให้เว็บท่าหรือ ผู้ขออนุญาต ใช้ข่าวและภาพข่าวจากเว็บไซต์สมาชิกโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้ แบ่งประเภทการใช้งานในเชิงเทคนิคออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 1.RSS Feed ประกอบด้วย หัวข้อข่าว โปรยข่าว ภาพประกอบข่าว และต้องเชื่อมโยงลิงก์กลับมาหาเว็บไซต์ผู้ให้อนุญาตเท่านั้น รวมสามารถนำเสนอเนื้อหา เผยแพร่ได้ในระยะเวลาเพียง 3 วัน โดยไม่สามารถสืบค้นย้อนหลังบนเว็บไซต์ของเว็บท่าได้
ลักษณะที่ 2 ให้ใช้โดย embedded แบบ frame หัวข้อข่าว โปรยข่าว รูปภาพพร้อมลายน้ำ (url ของภาพ) และต้องดำเนินตาม API ที่ทางเว็บไซต์สมาชิกฯ กำหนด โดยอนุญาตให้ใช้เผยแพร่ได้เพียง 3 วัน และไม่สามารถสืบค้นย้อนหลังบนเว็บไซต์ของผู้ขออนุญาตได้เช่นกัน
นอกจากนี้ เว็บไซต์สมาชิกจะไม่ทำการ feed ภาพข่าวต่างประเทศหรือภาพข่าวใดๆ ที่มาจากสำนักข่าวต่างๆ อาทิ AP, AFP, Reuters หากปรากฏว่าผู้ขออนุญาตนำภาพข่าวที่ไม่ได้รับอนุญาตไปใช้จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่เว็บไซต์และ/หรือบุคคลภายนอก ผู้ขออนุญาตจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ผู้ขออนุญาตไม่สามารถเก็บชิ้นข่าว และ/หรือภาพข่าวของสมาชิกชมรมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนในระบบฐานข้อมูล หรือไม่ว่าการจัดเก็บใดๆ นานเกิน 3 วัน และผู้ขออนุญาตไม่มีสิทธิในการนำข่าวที่ได้รับไปทำการดัดแปลงแก้ไข ทำซ้ำ เปลี่ยนแปลง เรียบเรียงใหม่ หรือไม่ว่าการกระทำโดยวิธีการใดอันทำให้ผิดไปจากต้นฉบับที่ได้รับจากเว็บไซต์สมาชิก
ดังนั้นนับจากนี้เป็นต้นไป เว็ปไซด์สมาชิกชมรมฯจะร่วมกันจับตาเว็ปไซด์ต่าง ๆ หากนำข่าว หรือภาพข่าวจากเว็ปไซด์สมาชิกไปใช้ ให้สมาชิกดำเนินการเก็บข้อมูลการละเมิด และแจ้งไปยังประธานชมรมเพื่อประสานกับที่ปรึกษากฎหมาย โดยจะมีมาตรการ ๓ ระดับ เริ่มจากเตือนครั้งแรก ครั้งที่สอง และดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งสามารถเอาผิดได้ทั้ง พรบ. ลิขสิทธิ์ และ พรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์
จากรายละเอียดที่ได้นำมาให้อ่านข้างต้น จึงน่าจะสรุปได้ว่า ทาง www.songthang.com เป็นเวปของชมรม "ส่องทาง" มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นสถาบันศึกษา ที่เผยแพร่ข่าวเพื่อวิทยาทานหรือเพื่อการศึกษา โดยเน้นข่าวภายในมหาวิทยาลัยเอแบค สู่ภายนอกเพื่อการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของมหาวิทยาลัย ข่าวการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของชมรม บุคคลต่าง ๆ ภายในเอแบค ตรงตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานข้อแรกที่ได้เขียนไว้ตั้งแต่ 27 ปีที่แล้ว โดยมิได้เป็นการเผยแพร่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ และหรือนำข่าวจากเวปไซด์ของสมาชิกชมรมฯ จึงไม่มีผลเกี่ยวข้องโดยตรง หรือทางอ้อมกับ "ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์" ทั้งนี้ ข้อมูลข่าวนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับเวปท่า เวปวาไรตี้อื่น ๆ ให้ระมัดระวังในการเสนอข่าว และภาพที่มาจากเวปไซด์ของสื่อเหล่านี้ หากต้องการนำเสนอจะต้องทำ mou เสียก่อน โดยนัยของเอ็มโอยู ดังกล่าว เท่ากับว่า เว็บไซต์สมาชิกชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ไม่อนุญาตให้นำข่าวและภาพข่าวไปใช้โดยพลการ
Posted by นักข่าวหัวเห็ด
มี.ค. 31, 2010
แก้ไขล่าสุด:
พ.ค. 23, 2010