บทความทั่วไป
เก็บตก Poll : 80 บุคคลที่คนไทยให้ความเชื่อมั่นประจำปี 2553
นับเป็นครั้งแรกที่นิตยสารรีดเดอร์ส ไดเจสท์ (Reader's Digest)สรรสาระ ได้ทำการสำรวจ โดยพร้อมเพียงกัน 6 ประเทศ คือประเทศไทย ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ ในหัวข้อเรื่อง " บุคคลที่เราเชื่อมั่นแห่งปี 2553 " หรือ Who Do You Trust " ได้จัดทำแบบสำรวจด้านความเชื่อมั่นขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย แล้วก็นำผลสำรวจมาตีพิมพ์ลงนิตยสารฉบับเดือน มี.ค.2553
โดยจั่วหัว ไว้ว่าเป็น "80 บุคคลที่คนไทยให้ความเชื่อมั่นประจำปี 2553"
รีดเดอร์ส ไดเจสท์ สรรสาระ จัดทำการสำรวจความคิดเห็นของคนไทย โดยให้พิจารณาบุคคลที่เป็นข่าวและอยู่ในกระแสความสนใจของสังคม พร้อมทั้งให้คะแนนความเชื่อมั่นที่มีต่อบุคคลนั้นๆ แล้วจัดอันดับความเชื่อมั่น ผลปรากฏว่ารายชื่อบุคคลที่ได้รับคะแนนความเชื่อมั่นสูงสุดในสิบอันดับแรก สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยเชื่อมั่นบุคคลที่อุทิศตัวทำงานเพื่อสังคมส่วนรวมมาก ที่สุด โดยบุคคลที่คนไทยให้ความเชื่อมั่นสูงสุดในปี 2553 คือแพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์


ก่อนอื่นมาพิจารณาข้อมูลพื้นฐานของโพลนี้กันก่อน นสพ.ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,509 (28 ก.พ.-3 มี.ค. 2553) ให้ข้อมูลว่าแบบสำรวจนี้จัดทำเป็นแบบออนไลน์ ผู้ตอบแบบสอบถามมีทั้งสิ้น 750 คน อยู่ในกลุ่มอายุ 20-50 ปี และเป็นคนในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล 30% และยังมีมาจากเชียงใหม่ 30% ขอนแก่น 20% และชลบุรี 20% สรุปได้ว่า ผลสำรวจของโพลนี้ได้มาจากกลุ่มคนที่ (เชื่อกันว่า) เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งก็คือ "ชนชั้นกลาง" เมื่อผู้ตอบแบบสอบถาม (ส่วนใหญ่หรืออาจทั้งหมด) เป็นกลุ่มชนชั้นกลาง ผลสำรวจที่ได้จึงสะท้อนให้เห็นตัวตนของชนชั้นกลางของไทยอย่างไม่ต้องสงสัย
อีกจุดหนึ่งที่สังเกตได้จากโพลนี้คือ แม้รายชื่อในโพลส่วนใหญ่จะเป็นสาขาอาชีพที่เรียกได้ว่าเป็น "บุคคลสาธารณะ" แต่ถ้าไม่อ่านจนเพลินก็จะเห็นได้ชัดว่าขาดบุคคลในกลุ่มที่ถือว่าเป็น "บุคคลสาธารณะ" กลุ่มสำคัญสองกลุ่ม ซึ่งการที่ไม่มีชื่อของบุคคลในสองกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบของผู้โหวตหรือผู้ทำโพล ย่อมแสดงให้เห็นจริตหรือความเชื่อบางอย่างของชนชั้นกลางอีกเช่นกัน การสำรวจความเชื่อมั่นครั้งนี้เราพิจารณาจากบุคคลซึ่งเป็นที่รู้จักในสังคมทุกสาขาอาชีพ ยกเว้นคนในแวดวงการเมือง ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงอิทธิพลของความคิดที่แตกแยกในสังคมไทยปัจจุบัน
กลุ่มแรกก็คือผู้ที่อยู่ในวงการการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองสังกัดพรรค ครม. ฝ่ายค้าน สส. สว. รวมไปถึงผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองทุกเฉดสี สำหรับชนชั้นกลางที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่ตลอดย่อมทราบดีว่าเกิด mayhem อะไรบ้างจากคนประเภทที่สองนี้ และแม้ว่าคนในชนชั้นกลางเองก็มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่หลากหลายไม่แพ้คนการเมือง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ขอยุ่งเกี่ยวก็น่าจะเป็นศรีแก่ตัวที่สุด
อีกกลุ่มก็คือพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ซึ่งแม้จะได้รับความเคารพนับถือและเชื่อมั่นจากคนไทยทุกชนชั้นอย่างมาก แต่ด้วยความที่ชนชั้นกลาง (ซึ่งเป็นผู้โหวตและจัดทำโพล) ถือเอาเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงอาจเห็นว่าไม่เป็นการเหมาะสมที่จะนำพระนามของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดมาตอบลงในแบบสอบถาม (ตรงนี้คาดว่าหลายๆ คนน่าจะได้บทเรียนจากดราม่าระหว่างชาติในกรณี The TIME100 เมื่อสามปีก่อน)
อาชีพที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด (Rank Profession)
1 แพทย์
2 อาจารย์ /คุณครู
3 นักบิน
4 ผู้พิพากษา
5 ทันตแพทย์
6 เภสัชกร
7 นิติเวชวิทยา
8 สัตวแพทย์
9 นางพยาบาล
10 สถาปนิก
11 นักบัญชี
12 พนักงานดับเพลิง
13 กองทัพไทย
14 พนักงานธนาคาร
14 อาสาสมัคร
16 ผู้ประกอบการธุรกิจ
17 ทนายความ
18 นักอุตุนิยมวิทยา
19 ผู้ประกาศข่าว
19 พ่อครัว
21 นักเขียน
22 พนักงานช่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน
23 นักวิเคราะห์หุ้น
24 ช่างเทคนิคด้านคอมพิวเตอร์
25 ช่างซ่อมรถ
26 นักข่าว / ผู้สื่อข่าว
27 พนักงานรักษาความปลอดภัย
28 ตำรวจ
29 พ่อค้า / แม่ค้า
30 คนขับรถประจำทาง / รถไฟ
31 ช่างก่อสร้าง
32 พนักงานทำความสะอาดบ้าน
33 กระเป๋ารถเมล์
34 ผู้ดูแลเด็ก
35 ตัวแทนการขาย
36 พนักงานขับรถแท๊กซี่
37 วินมอเตอร์ไซต์
38 ตัวแทนขายประกัน
39 หมอดู / นักโหราศาสตร์
40 นักการเมือง (...ยังติดอันดับสุดท้ายเลย 5555+)
5 อันดับแรก สะท้อนสังคมนิยมคนดี
การเป็นที่สนใจและมีคนพูดถึงทั้งในด้านดีและลบอาจทำให้ตำแหน่งบุคคลที่เราเชื่อมั่นแห่งปี 2553 ของแพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ถูกมองว่าได้รับเลือกมาเพราะคะแนนนิยมมากกว่าศรัทธา แต่หากพิจารณาอีกสี่รายชื่อที่ตามมา ได้แก่ พระอุดมประชาทร หรือพระอลงกต (2), ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล (3), พระพรหมคุณาภรณ์ หรือท่านประยุทธ์ ปยุตโต (4) และปัญญา นิรันดร์กุล (5) จะเห็นได้ว่า “ความดีทำให้คนดีได้รับความนิยม”
หากพิจารณาเฉพาะอันดับสอง สาม และสี่ ในรอบปีที่ผ่านมา ทั้งสามบุคคลแทบไม่มีข่าวออกสื่อให้เห็น หรือถ้ายังพอมีบ้างก็น้อยมากเมื่อเทียบกับข่าวดังๆอีกหลายข่าว ทว่าทั้งสามยังได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลเชื่อมั่นแห่งปีติดอันดับหนึ่งในห้า ซึ่งเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าความนิยมที่บุคคลเหล่านี้ได้รับเป็นผลมาจากความดีงามที่สั่ง สมและประจักษ์อยู่ในใจผู้คนมานาน
นักธุรกิจ ภาพความสำเร็จที่เป็นแบบอย่าง
เป็นที่น่าสนใจว่าแม้ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกมาไม่น้อย แต่ปรากฏว่ารายชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์อย่างดร.วีรพงษ์ รามางกูร กลับอยู่ในลำดับที่ 21 ขณะนักธุรกิจซึ่งได้รับการยอมรับในสังคมว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพได้อันดับสูงกว่า “คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักนักเศรษฐศาสตร์ แม้แต่นักธุรกิจอย่างบัณฑูร ล่ำซำ (7) ผู้ที่รู้จักต้องเป็นคนอีกกลุ่มที่สนใจติดตามข่าวเศรษฐกิจจึงจะมีโอกาสคุ้นหูชื่อนี้ นักธุรกิจที่ติดอันดับสูงน่าจะสะท้อนภาพความสำเร็จที่คนอยากนำมาเป็นแบบอย่างมากกว่า”
คนไทยเชื่อมั่นนักธุรกิจที่มีรายชื่อเหล่านี้เพราะเป็นต้นแบบของการใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผนและมุ่งมั่นจนประสบความสำเร็จ “คนมองว่าตัน ภาสกรนที (18) สู้ชีวิตมาตั้งแต่ลำบากจนมีเงิน เป็นนักธุรกิจ กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ (17) เป็นผู้หญิงเก่ง เป็นผู้นำ ปัญญา นิรันดร์กุล (5) มีภาพความสำเร็จจากคนที่มาจากครอบครัวซึ่งไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่ก้าวมาถึงจุดที่ได้เป็นผู้บริหารและทำธุรกิจประสบความสำเร็จ”
จะว่าไปแล้ว ในห้าบุคคลที่คนไทยให้ความเชื่อมั่นสูงสุด ปัญญาอาจทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดนักธุรกิจที่รู้กันว่ามุ่งแสวงหาผลกำไรโดยเฉพาะในธุรกิจบันเทิงจึงได้รับความเชื่อมั่นติดอันดับห้า ผอ. สถาบันสร้างเสริมจิตปัญญาฯ กล่าวว่า “เพราะปัญญาฉลาดในการแสวงหา ไม่มุ่งหวังผลกำไรจนน่าเกลียด มีรายการที่ทำเพื่อสังคมคละเคล้ากับรายการบันเทิงล้วน เมื่อเทียบกับนักธุรกิจอื่นๆจึงให้ภาพความสำเร็จที่งดงามกว่า” สอดคล้องกับทิวาที่มองว่า “รายการของปัญญามีสาระให้ความรู้ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้คนเชื่อมั่นในตัวเขา”
ปัญญา นิรันดร์กุลเริ่มเข้าวงการด้วยการเป็นนักแสดง แล้วผันตัวเองมาเป็นพิธีกรรายการ ก่อนจะหันมาจับมือกับประภาส ชล ศรานนท์ (34) ร่วมกันก่อตั้งเวิร์คพอยท์เพื่อผลิตรายการซึ่งส่วนใหญ่เน้นคุณภาพที่ให้สาระบันเทิงแก่ผู้ชม หลายรายการได้รับรางวัลจากเวทีประกวดในต่างประเทศ อาทิ กล่องดำ แฟนพันธุ์แท้ และเกมทศกัณฑ์ ได้รางวัลจากเวทีเอเชียน เทเลวิชัน อวอร์ดในปี 2548 ที่สิงคโปร์ และล่าสุด รายการหลานปู่กู้อีจู้คว้าเหรียญทองในฐานะผู้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลเอมมี อวอร์ด ปี 2552
คนไทยให้ความเชื่อมั่น"บันเทิง"ที่มีสาระมากกว่า
จากสิบอันดับแรกบุคคลแวดวงบันเทิงที่ได้รับความเชื่อมั่นตอกย้ำถึงรสนิยมบันเทิงที่เปลี่ยนไปของคนไทย จากเมื่อก่อน คนไปดูหนังต้องดูว่าดาราคนไหนเป็นผู้แสดง แต่มาสมัยนี้กลายเป็นต้องดูว่าใครเป็นผู้กำกับ คนดูหนังเลิกดูเพราะความนิยมในตัวดารานักแสดง แต่เลือกเสพในความคิดและมุมมองที่ผู้กำกับต้องการนำเสนอ “อาจเป็นเพราะคนสมัยนี้ระดับการศึกษาดีขึ้น การรับรู้ดีขึ้น
คนไม่ได้ชื่นชมเพียงหน้าตา ความสวยความหล่อ หรือความสามารถด้านการแสดงเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญต่อ "การวางตัว" ของนักแสดงด้วย ดังจะเห็นได้ว่าดารานักแสดงที่ติดอันดับส่วนใหญ่มีภาพลักษณ์ที่ดีและแทบไม่มีข่าวด้านลบ เช่น แอน ทองประสม (38) ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ (39) และนิรุตติ์ ศิริจรรยา (41) “ยิ่งนิรุตติ์ให้ภาพที่ชัดมาก เพราะเป็นคนที่ครบเครื่องทั้งฝีมือการแสดงและบุคลิกการวางตัว แม้จะหายไปนานก่อนกลับมารับงานอีกครั้งก็ยังได้รับความนิยม
กลุ่มนักร้องและนักแสดงที่คนไทยให้ความเชื่อมั่นมีเพียงธงไชย แมคอินไตย์ (23) ที่ปรากฏชื่ออยู่ในครึ่งแรก และที่อยู่ในลำดับกลางๆ ได้แก่ แอน ทองประสม, ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ และนิรุตติ์ ศิริจรรยา ส่วนในครึ่งหลังถัดจากนั้น กลุ่มนักแสดง นักร้อง และดาราตลกมีรายชื่ออยู่รั้งท้าย ขณะกลุ่มนักเขียนและพิธีกรข่าวมีรายชื่ออยู่ในอันดับที่ดีกว่า ประเด็นนี้ให้ความเห็นว่าคนมองว่านักเขียนและพิธีกรข่าวนำเสนอสาระที่เป็นประโยชน์จึงให้ความเชื่อมั่นมากกว่า ส่วนนักร้องนักแสดงมีบทบาทเด่นในเรื่องการให้ความบันเทิงเพื่อความผ่อนคลาย ซึ่งคนจะให้ความนิยมกว่า อย่างไรก็ตาม คนไทยยังให้ความนิยมคนบันเทิงที่มี"ภาพลักษณ์ดี"มากกว่าคนที่พยายามสร้างภาพ บางคนพยายามทำตัวให้เป็นข่าว การเป็นข่าวออกสื่อบ่อยๆอาจทำให้ดังขึ้นมาได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะได้รับความนิยมเสมอไป ต้องดูว่าข่าวนั้นให้ภาพลบหรือบวก สังเกตได้ว่าคนบันเทิงที่พยายามสร้างข่าว "ฉาว" เรื่องความรัก หรือดังด้วยการถ่ายภาพแนวเซ็กซี่จะไม่เคยได้รับความนิยมอย่างยั่งยืนและแท้จริง
สื่อสร้างกระแส หรือกระแสสังคมส่งเสริมคนดี
หากมองภาพรวมผลสำรวจในครั้งนี้สะท้อนว่าคนไทยให้ความเชื่อมั่นต่อบุคลที่มีภาพลักษณ์ดี ประพฤติตนเสียสละทำประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวม หรือให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ด้อยโอกาส ทว่าหลายคนยังตั้งข้อสังเกตในประเด็นที่ว่าสื่อมีอิทธิพลสูงทำให้ชื่อของบางคนเป็นที่รู้จักและกลายเป็นที่นิยม ทั้งที่จริง คนดีมีคุณภาพในสังคมยังมีอีกมาก แต่อยู่นอกกระแสความสนใจของสื่อจึงถูกมองข้ามไป ขณะเดียวกัน ปัจจุบันสื่อมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาแอบแฝง จึงกลายเป็นเครื่องมือของคนดีจอมปลอมบางคนใช้โอกาสนี้สร้างภาพให้ตัวเองดูดี
“ยังมีคนดีทำเพื่อสังคมอีกเยอะ หากสังคมรู้จักย่อมเกิดความเชื่อมั่นในบุคคลเหล่านี้แน่นอน แต่เพราะเขาไม่ได้อยู่ในกระแส คนจึงไม่เลือก” ตัวอย่างให้เห็นถึงอิทธิพลของสื่อจากกรณีปัญญากับประภาส โดยมองว่าทั้งสองเป็นบุคคลที่มีความสามารถโดดเด่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ความสามารถคนละด้านที่เป็นส่วนผสมลงตัวจนทำให้บริษัทเวิร์คพอยท์ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ชื่อของปัญญาขึ้นมาอยู่อันดับห้า ขณะประภาสอยู่อันดับ 34 นั่นเป็นเพราะปัญญาพ่วงตำแหน่งพิธีกรที่มีโอกาสออกโทรทัศน์ แสดงความสามารถของตนให้คนเห็นมากกว่า “เพราะประภาสไม่ชอบออกสื่อจึงมีชื่อทิ้งห่างจากปัญญา”
การที่สื่อช่วยกันประโคมข่าวยกย่องคนดีเป็นเรื่องสมควรทำ แต่ควรมีการตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน ทุกวันนี้ สื่อมีการแข่งขันกันเพื่อให้ได้ข่าวที่สด ใหม่ และฉับไว จึงกลายเป็นเรื่องของการแย่งชิงคนดังมานำเสนอข่าวเพื่อสร้างความน่าสนใจให้สื่อของตัวเอง “สื่อจะช่วยส่งเสริมคนดีได้มากหากเสาะหาคนดีมานำเสนอเพื่อยกย่องให้คนเห็นเป็นแบบอย่าง แต่ถ้าต่างคนต่างแย่งกันนำคนที่เป็นข่าวดังอยู่แล้วมาเรียกเรตติ้งตัวเอง จะทำให้คนดีจริงไม่รู้ว่าจะอยู่ตรงไหน”
การสำรวจความเชื่อมั่น บุคคลผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในสังคมอาจถูกอิทธิพลสื่อสร้างภาพให้เห็นต่างไปจากเบื้องลึกที่เป็นจริงก็ได้ เราทุกคน รวมทั้งกลุ่มตัวอย่างที่ให้คะแนนและแสดงความคิดเห็นอาจไม่รู้จักกับบุคคลที่เป็นข่าวเป็นการส่วนตัว จึงไม่อาจหยั่งลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งความคิดและจิตใจที่ แท้ของคนเหล่านี้ แต่ภาพที่เห็นจากหน้าจอโทรทัศน์ ชื่อที่ได้ยินจากเสียงวิทยุ หรือแม้แต่ภาพที่ผ่านตาจากหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆย่อมสะท้อนภาพบางอย่างให้เราเลือกที่จะตัดสินใจได้ว่าควรให้ความเชื่อมั่นบุคคลเหล่านั้นหรือไม่ ด้วยเหตุผลใด และนั่นคือปรากฏการณ์ของสังคมที่สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านมุมมองความเชื่อมั่นของเราทุกคนในสังคมไทย
หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.readersdigestthailand.co.th






![]() | Today | 1051 |
![]() | Yesterday | 3187 |
![]() | This week | 1051 |
![]() | This month | 12321 |
![]() | Last month | 49062 |