เมื่อกล่าวถึง
"จิตอาสา" อาจจะเป็นคำใหม่ที่เริ่มเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างไม่ถึง ๑๐ ปี ผู้นำคำนี้มาใช้ครั้งแรกในน่าจะเป็นเครือข่ายพุทธิกา ในโครงการ "ฉลาดทำบุญด้วยจิตอาสา" ต่อมาคำนี้ได้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย พระไพศาล วิสาโล ได้ให้ความหมาย..
"จิตอาสา" ว่า คือจิตที่ไม่นิ่งดูดายต่อสังคม หรือความทุกข์ยากของผู้คน และปรารถนาเข้าไปช่วย ไม่ใช่ด้วยการให้ทาน ให้เงิน แต่ด้วยการสละเวลา ลงแรงเข้าไปช่วย ด้วยจิตที่เป็นสุขที่ได้ช่วยผู้อื่น จะเน้นว่า ไม่ใช่แค่ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนา "จิตวิญญาณ" ของเราด้วย
"จิตอาสา" คือ ผู้ที่มีจิตใจที่เป็นผู้ให้ เช่น ให้สิ่งของ ให้เงิน ให้ความช่วยเหลือด้วยกำลังแรงกาย แรงสมอง ซึ่งเป็นการเสียสละ สิ่งที่ตนเองมี แม้กระทั่งเวลา เพื่อเผื่อแผ่ ให้กับส่วนรวม...อีกทั้งยังช่วยลด "อัตตา" หรือความเป็นตัว เป็นตนของตนเองลงได้บ้าง
"อาสาสมัคร" เป็นงานที่เกิดจากผู้ที่มี จิตอาสา ซึ่งมีความหมายอย่างมาก กับสังคมส่วนรวม เป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อ เสียสละ เวลา แรงกาย แรงใจ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น หรือ สังคมให้เกิด ประโยชน์และความสุขมากขึ้น
การเป็น "อาสาสมัคร" ไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ ก็แล้วแต่ที่ทำให้เกิดประโยชน์ในทางบวก ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราควรทำทั้งสิ้น คนที่จะเป็นอาสาสมัครได้นั้น ไม่ได้จำกัดที่ วัย การศึกษา เพศ อาชีพ ฐานะ หรือ ข้อจำกัด ใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่ต้องมีจิตใจ เป็น "จิตอาสา" ที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่น หรือสังคม เท่านั้น
กิจกรรมอาสาสมัคร เป็นกระบวนการของการฝึก "การให้" ที่ดีเพื่อขัดเกลาละวางตัวตน และบ่มเพาะความรัก ความเมตตาผู้อื่น โดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้ กระบวนการของกิจกรรม ซึ่งเป็นการยอมสละตน เพื่อรับใช้และช่วยเหลือแก้ไขวิกฤติปัญหาของสังคม อาสาสมัครจะได้เรียนรู้ละเอียดอ่อนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวมากขึ้น สัมผัสความจริง เชื่อมโยงเหตุและปัจจัยความสุขและความทุกข์ เจริญสติในการปฏิบัติงาน ที่ศาสนาพุทธเรียกว่า พรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เพื่อให้เกิด "การให้" ที่ดี กิจกรรมอาสาสมัคร จึงเป็นกระบวนการที่ช่วยให้บุคคลได้ขัดเกลาตนเอง เรียนรู้ภายใน และเกิดปัญญาได้
ที่ผ่านมาคนไทยอาจเคยชินกับการทำความดีด้วยการใช้เงินลงทุนในการทำบุญ ไม่ค่อยอยากออกแรงช่วยเหลือ เพราะถือว่า การทำบุญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือผู้มีบุญบารมีจะทำให้คน ๆ นั้นได้บุญมากขึ้น คนไทยจึงมักทำบุญกับพระ บริจาคเงินสร้างโบสถ์ แต่ละเลยการ
"ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์" วิสาหกิจและบุคคลต่างสนใจทำดีเพื่อส่วนรวม แต่บางทีกลับกลายเป็นโทษ การอาสาทำดีรูปแบบไหนบ้างที่จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และน่าจะนำไปปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินการ CSR ด้านบำเพ็ญประโยชน์บ้าง
ไม่ง่ายนักที่จะทำดี ให้ได้ดีกับผู้รับจริง ๆ ทำไปแล้วก็อาจไม่ได้ผลต่อส่วนรวมสมดังความมุ่งหวัง การทำดีต่อสังคมในรูปแบบที่เป็นอยู่มักเป็นเพียงการ ‘ลูบหน้าปะจมูก’ และไมได้ส่งผลดีอย่างยั่งยืนต่อผู้รับ แต่ผู้ให้ต่างหากที่มักจะได้ดี ยกตัวอย่างเช่น
1. การสร้างบ้านหลังเล็ก ๆ ให้คนจนไม่ถึง 100 หลัง ซึ่งคงเป็นเงินหลักสิบล้านบาท แล้วเชิญอดีตประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจใหญ่มาเปิดงานใหญ่โต ซึ่งอาจสิ้นเปลืองงบประมาณไปพอ ๆ กัน การนี้หากนำเงินไปสร้างบ้านให้คนไร้บ้านอยู่อาศัยแบบชั่วคราวคงคุ้มค่ามากกว่า
2. การรณรงค์กันมาขี่จักรยานกันยกใหญ่ นัยเพื่อให้ตระหนักถึงภัยโลกร้อน แต่ก่อนฉากนี้จะเกิดขึ้น ‘ดาราหน้ากล้อง’ ทั้งหลายและผู้ติดตาม คงขี่รถยนต์คันงามเปลืองน้ำมันกันมามากมาย
3. การบริจาคเพื่อถ่ายรูปกับ ‘ผู้มีบุญ’ เพื่อเอาไว้ขู่คนหรือประดับบารมีของคนให้
4. การบริจาค ทำบุญหรือทำทานเพราะเมื่อคืนฝันร้าย!
5. การปลูกป่ากันครึกโครม ทั้งที่ได้ผลไม่มาก ในขณะที่ในปีหนึ่ง ๆ ป่ากลับถูกทำลายไปมากมาย
แม้การทำดีข้างต้นจะไม่ได้มีผลดีกับผู้รับมากนัก แต่ก็มีคนทำต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะถือเป็นกิจกรรมสร้างเครือข่าย-ต่อยอดธุรกิจ หรือ ‘ตกเบ็ด’ หรือมีโอกาสได้รับคำนำหน้านามเหนือสามัญชนทั่วไป นอกจากนี้ยังอาจเป็นการทำเพื่อปกปิดความผิดหรือมีประโยชน์แอบแฝง เป็นต้น
นอกเหนือจากการอาสาทำดีในรูปแบบกิจกรรมแบบน่ารัก ๆ ด้วยการปลูกป่า ขี่จักรยานลดโลกร้อน ช่วยเหลือเด็ก ช่วยเรื่องการศึกษา ฯลฯ โดยไม่ไปขวางทางโจรหรือทางโกงแล้ว ยังมีกิจกรรมทำดีในรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งอาจถือเป็นการเติมเต็มการทำประโยชน์ต่อสังคมที่ผู้สนใจ CSR ในด้านการอาสาทำดี สามารถนำไปใช้ได้:
1.
‘จับขอทาน’ ในประเทศไทยของเรามีขอทานมากมายทั้งคนไทยและต่างชาติ ไทยมีขอทานมากกว่าเวียดนามเสียอีก บางหมู่บ้านพบชาวบ้านมีอาชีพขอทานกันเป็นจำนวนมาก การให้ทานอาจเป็นบาปเพราะมีเด็กถูกจับมาบังคับขอทานมากมาย บางรายถูกทำร้ายจนพิการ วิสาหกิจที่มีสำนึกต่อส่วนรวม ควรส่งเสริมให้ส่วนราชการหรือองค์กรพัฒนาเอกชนกวดจับขอทานส่งสถานสงเคราะห์ของทางราชการ หรือวิสาหกิจที่ดีอาจลงทุนสร้างสถานสงเคราะห์ขึ้นมาช่วยฝึกอาชีพ เพื่อประโยชน์ของขอทานและสังคมโดยรวม การนี้ยังอาจช่วยอาชญากรรมแอบแฝงอีกด้วย
2.
‘ตรวจตราพระ (ปลอม)’ ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ชาวพุทธที่รักศาสนาควรตระหนักว่า พระ (ปลอม) ที่เที่ยวไป ‘โปรดสัตว์’ รับทรัพย์นั้น สร้างความมัวหมองให้กับศาสนา ที่ผ่านมาบางหมู่บ้านยกโขยงกันบวชเพื่อหารายได้ การตรวจตราพระ (ปลอม) เช่นนี้ จะเป็นการช่วยจรรโลงศาสนาและปิดช่องทางทำมาหากินของมิจฉาชีพ เรายังอาจช่วยรณรงค์ต่อสู้กับความคิดอวิชชานอกศาสนา เช่น พิธีไสยศาสตร์ที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ เป็นต้น
3.
‘รายงานการบุกรุกทำลายป่า’ ป่าของไทยเราถูกทำลายทุกวัน คุณสืบ นาคะเสถียร ยอมตายเพื่อพิทักษ์ป่า นับเป็นการสละชีพเพื่อชาติโดยแท้ แต่ต่อให้ตายอีกนับสิบ ‘สืบ’ ป่าก็ยังร่อยหรอลงทุกวัน หากไม่มีใครมาอาสารายงานการบุกรุกทำลายป่า ข้อนี้อาจมีอันตราย จึงทำได้ด้วยการอาสาวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียม หรืออาจร่วมกันบริจาคเงินจ้าง ‘มืออาชีพ’ ไปสำรวจ แล้วรายงานต่อสังคม คงช่วยปรามการบุกรุกป่าได้ชะงัด
4.
‘รักษ์คูคลอง-ต้านการบุกรุกใต้สะพาน’ ใน กทม. มี ‘คนจน’ บุกรุกใต้สะพานริมคลอง คาดว่ามีไม่เกิน 200 แห่ง หรือราว ๆ 6,000 ครอบครัว รวมจำนวนคนก็คงไม่เกิน 24,000 คน คนเหล่านี้ไม่ควรกีดขวางทางน้ำหรือสร้างมลพิษ แต่จะไล่โดยขาดมนุษยธรรมไม่ได้ ต้องจัดหาที่อยู่ให้เหมาะสม เราจึงควรมีอาสาทำดี ช่วยทำหน้าที่คอยตรวจตรา อย่าให้ใครมาเอาสมบัติของแผ่นดินไปครอบครองเป็นของส่วนตัวอีก
5.
‘วิพากษ์ละครน้ำเน่า’ ละครน้ำเน่านั้นมอมเมาความคิดของประชาชน ให้มุ่งเสพสุขส่วนตัว บูชาเงิน ขี้อิจฉา สงสารตัวเอง แก้แค้น ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ ฯลฯ เราจึงควรเอาประเด็นความคิดของละครน้ำเน่ามา วิพากษ์และเผยแพร่ให้ชาวบ้านได้รับรู้ เป็นการให้ความรู้กับภาคประชาสังคม ไม่ปล่อยให้ความคิด ‘น้ำเน่า’ มามีอิทธิพลในสังคม การทำเช่นนี้ยังเป็นการช่วยส่งเสริมให้เกิดการผลิตละคร ‘น้ำดี’ ที่มีสาระในตลาดอีกด้วย
6.
‘ตรวจสอบสื่อบิดเบือน’ ที่ผ่านมามีสื่อบางส่วนใช้ปากกาเป็นอาวุธทิ่มแทงคนอื่น หรือหาผลประโยชน์ การรายงานข่าวของสื่อก็อาจขาดความรับผิดชอบ หรือขึ้นอยู่กับสังกัดทางการเมือง สื่อเหล่านี้เป็นพิษภัยต่อประชาชน เราจะอาศัยองค์กรของสื่อเองมาตรวจสอบกันเอง ก็คงจะยาก เข้าทำนอง ‘แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวัน’ เราจึงควรมีอาสาทำดีคอยปรามสื่อ ซึ่งการนี้ยังจะช่วยยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสื่อได้อีกทางหนึ่งด้วย
7.
‘คุ้มครองผู้บริโภค’ เราควรมาอาสาช่วยคุ้มครองผู้บริโภค เช่น ควรมีอาสาพิทักษ์ประโยชน์ผู้ซื้อบ้าน ช่วยให้คำปรึกษา ช่วยให้ความรู้คนซื้อบ้านเพื่อไม่ให้ถูกเจ้าของโครงการเอาเปรียบ เป็นต้น ในประเทศไทยก็มีอาสาทำดีประเภทนี้น้อยมาก แสดงว่าเรายังไม่เห็นความสำคัญของผู้บริโภคนัก แต่สำหรับมูลนิธิด้านเด็ก สตรี กลับมีกันจนนับไม่ถ้วน
8.
‘ตรวจสอบโฆษณาหลอกลวง’ อาสาสมัครประเภทนี้ควรมุ่งตรวจสอบโฆษณาหลอกลวง เช่น การโฆษณาที่โกหกว่าสระผมด้วยแชมพูยี่ห้อนี้แล้ว เส้นผมจะดำขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว หรือซักผ้าด้วยผงซักฟอกยี่ห้อนี้แล้ว ผ้าจะขาวราวเอาสีขาวทา ทั้งนี้ยังอาจรวมถึงการรณรงค์ไม่ให้มีการโฆษณาหรือถ่ายแบบปกสิ่งพิมพ์ที่โป๊-เปลือยจนเกินงาม เป็นต้น
9.
‘รับปรึกษาปัญหาจิตใจ’ บางครั้งบางคนถึงขนาดคิดฆ่าตัวตายหรือฆ่าผู้อื่น อันทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก บางครั้งคนในสังคมยังขาดความรักและความอบอุ่นอีกมาก ผู้สนใจอาสาทำดี อาจหาทางเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาทั้งต่อหน้าหรือทางโทรศัพท์ หรือออกพบปะกับบุคคลที่มีปัญหารวมทั้งเด็กเร่รอน ฯลฯ
ด้วยเหตุนี้
"จิตอาสา"จึงเป็นการใช้แรงงานและแรงกายทำเพื่อส่วนรวม คือ เป็นการทำประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยไม่ใช้ "เงิน" แต่ใช้แรงกายเข้าแลกด้วยความสมัครใจ เป็นจิตที่คิดถึงผู้อื่น ทำด้วยใจเป็นสุข และตนเองก็เป็นสุขด้วย ไม่ใช่ทำเพื่อผู้อื่นแล้วตนเองกลับเครียด วิตกจริต หรือริษยาผู้อื่น
จิตสาธารณะหรือจิตอาสา เป็นทุนสังคมใหม่ล่าสุด ของประเทศไทยและของโลก การร่วมมือกันรณรงค์ส่งเสริม “จิตอาสา” ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะเป็นการเรียก "น้ำใจงาม"ของคนไทย ให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง และควรจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม เพราะ จะไม่จำกัดอยู่เฉพาะญาติมิตร เพื่อน หรือคนรู้จักเท่านั้น แต่ควรต้องเผื่อแผ่ ดูแลสังคมไทย ดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน ตลอดจนปัญหาต่างๆรอบๆตัวร่วมกัน ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ทำดีให้เป็นรูปธรรมกันมากขึ้นใน ไม่เพียงแต่ รอดูว่า ใครจะรับผิดชอบเรื่องอะไร แต่ควรต้องออกมา มีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วยกัน
ในยุโรป หรืออเมริกา ค่านิยมในการเป็นอาสาสมัครมีมานานแล้ว อันเนื่องมาจากแรงผลักดันของศาสนาคริสต์ และความคิดเรื่องประชาสังคมในสังคมตะวันตกที่มีส่วนผลักดันให้เกิดอาสาสมัครอย่างต่อเนื่อง ยุคแรกของจิตอาสาในไทยมาจากการรวมตัวช่วยเหลือกันในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเล ต่อมาเกิดกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาตามสถาบันการศึกษา และโดยเฉพาะการเกิดขึ้นของเอ็นจีโอ ทำให้ความคิดเรื่องการทำงานอาสาสมัครช่วยเหลือสังคมแพร่หลาย
"ประชาสังคม" หมายถึง สภาพสังคมที่มีองค์ประกอบอันหลากหลาย มีฐานมาจากประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม องค์กร ชมรม สมาคม มูลนิธิ มาสร้างเป็นเครือข่าย เพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ผลักดันให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
ความสำนึกในเรื่อง "ประชาสังคม" มีมานานแล้วในสังคมตะวันตก คือ ความรู้สึกว่าเราไม่สามารถจะมีความสุขได้ถ้าเราปล่อยปละละเลยสังคมความรู้สึกว่าเราต้องรับผิดชอบต่อสังคม ตรงนี้เป็นคุณธรรมของประชาสังคม และเป็นวัฒนธรรมของสังคมอเมริกัน คนจำนวนมากไม่ศรัทธาในศาสนา แต่ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องเสียสละเพื่อส่วนรวม อย่างน้อยต้องอุทิศเงินเพื่อกิจการสาธารณะ เขามีสำนึกเรื่อง"จิตสาธารณะ" และฝรั่งเขาถือว่าถ้ารวยต้องช่วยสาธารณะ หรือถ้าว่างเสาร์ อาทิตย์ก็ไปเป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาล พิพิธภัณฑ์ เรื่องสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ในญี่ปุ่น มีคนประเภทนี้เยอะเราไปเที่ยวก็ขอไกด์ฟรีได้ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านมาเป็นอาสาสมัครทั้งวันบางทีเขายังจ่ายค่าอาหารให้ด้วยเขามีความสุขเพราะรู้สึกว่าเป็นเมืองของเขา เขาอยากช่วยเหลือสังคม ซึ่งตรงข้ามกับเมืองไทยที่รู้สึกว่าสังคมไม่ใช่ของเรา ความรู้สึกว่าป่าต้นน้ำ ภูเขา หรือโทรศัพท์สาธารณะเป็นของเรามีน้อยมาก คนไทยจะเน้นเรื่องรัฐมากกว่าสังคมทำให้รู้สึกว่าทรัพย์สินส่วนรวมเป็นของรัฐไม่ใช่ของส่วนรวม เขาถึงบอกว่ารัฐบาล"คอร์รัปชั่น"ก็ไม่เป็นไร ขอให้เอาเงินมาลงในหมู่บ้านก็แล้วกัน เหมือนดั่งนโนบายประชานิยมของรัฐบาลก่อน ๆ ที่สร้างนิสัยการใช้เงินในสิ่งที่ไม่จำเป็นให้กับประชาชนจากเงินที่หว่านลงไปทุกหมู่บ้าน เพราะเขาคิดว่างบประมาณแผ่นดินไม่ใช่ของเราเป็นของรัฐบาล จึงเห็นได้ว่า ความคิดเรื่องประชาสังคมในเมืองไทยยังไม่มี
จากค่ายอาสาสมัครสู่่ CSR และ White Ocean ผู้บุกเบิกงานค่ายอาสาพัฒนาในช่วงแรก ๆ คือ วิจิตร ศรีสะอ้าน อดีตนายกนิสิตจุฬา ฯ เมื่อปี ๒๕๐๒ โดยได้รวมกลุ่มนิสิตคณะต่าง ๆ ออกค่ายอาสาพัฒนาอย่างแข็งขันจนเริ่มเป็นที่แพร่หลายในหมู่นิสิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งยังเป็นผู้แต่งเพลง "เราอาสาพัฒนา" ที่แม้เวลาผ่านไป ๕๐ ปี ก็ยังเป็นเพลงประจำของชาวค่ายฯ จนถึงปัจจุบัน
นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นักกิจกรรมสมัยเป็นนักศึกษา กล่าวว่า "ในมหาวิทยาลัยมีชมรมส่งเสริมให้คนทำกิจกรรรมอาสาสมัครเยอะมาก ผมคิดว่ามีชมรม ๒ แบบ แบบแรก คือ กิจกรรมสำหรับเรียนรู้เสริมสร้างทักษะเฉพาะตัว ชมรมพวกนี้มีนัยของงานอาสาน้อย เช่น ชมรมทัศนศึกษา หรือฝึกโน่นฝีกนี่ เป็นเรื่องของการเสริมสร้างทักษะส่วนตัว สอง คือชมรมแบบอาสาสมัครจริง ๆ เช่น ค่ายอาสาพัฒนา ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ชมรมบำเพ็ญประโยชน์ พวกนี้อาสาสมัครเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเองก็ทำมาหมด สนุกและมีความสุขที่ได้ทำเพื่อคนอื่น"
เมื่ออาจารย์ป๋วย ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย ริเริ่มก่อตั้งสำนักบัณฑิตอาสาสมัครขึ้นในปี ๒๕๑๒ ส่ง"บัณฑิต" ออกไปใช้ชีวิตในชนบทห่างไกล เพื่อเรียนรู้การดำรงชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นชนบท ด้วยเชื่อว่า เป็นการหล่อหลอมให้เกิดความสำนึกห่วงใยสังคม ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และประเทศชาติ
ผู้เขียนได้เคยเป็น "อาสาสมัคร"ครั้งแรก ในงานกิจกรรมของชมรม "โรตาแรคท์" มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เมื่อหลาย ๑๐ ปีก่อน โดยไปร่วมสร้างแท้งค์น้ำ ให้กับโรงเรียนในอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เคยไปสัีมผัสกับชีวิตชาวชนบท ที่มีน้ำใจ และชาวบ้านดีใจมาก ๆ ที่พวกเราได้ไปเยี่ยม และสัมผัสกับชีวิตของพวกชาวบ้าน รวมทั้งเด็ก ๆ นักเรียนในโรงเรียนลำปลายมาศ เพียงแค่ ๑๐ วันที่พวกเราไป แต่ความทรงจำนั้น ไม่เคยลืมเลือมความประทับใจในการทำงานร่วมกัน มีเคสหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นที่คาดไม่ถึงที่ทะเลาะกันระหว่างพี่น้องทีมาร่วมค่าย แต่เมื่อพวกเราได้มาเปิดใจกัน ความเข้าใจ และความสัมพันธ์อันดีได้กลับมาแน่นแฟ้นกันอีก ทำให้ได้เรียนรู้หลายอย่างจากการมาร่วมค่ายครั้งนี้มาก โดยเฉพาะการสร้างจิตสำนึกแห่งการเสียสละต่อคนรอบข้าง ซึ่งเป็นพี่น้อง และเพื่อน ๆ ของเรา
กรรณิการ์ ควรขจร ผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาพัฒนาเพื่อสังคม เล่าประสบการณ์การทำงานให้ฟังว่า...
"การส่งอาสาสมัครออกไปทำงานแต่ละรุ่นมีประมาณ ๒๐-๒๕ คน แต่ละคนมีความหลากหลายแตกต่างกันไป อาจจะสนใจเรื่องเด็ก ผู้หญิง เรื่องเอดส์ เรื่องสลัม ฯลฯ จุดประสงค์ คือ เราต้องการส่งเสริมคนเหล่านี้เป็นคนที่มีความคิดเพื่อสังคม แม้จะครบวาระการเป็นอาสาสมัครแล้ว ไม่ว่าเขาไปอยู่ส่วนไหนของสังคม ก็หวังว่า สิ่งที่เขาได้รับจะหล่อหลอมจิตใจเขาให้ทำอะไรเพื่อสังคมได้"
"ความเสมอภาค"ทำให้เกิดจิตสาธารณะอย่างธรรมชาติ และธรรมดาๆ สม่ำเสมอโดยไม่ต้องมีวาระแห่งชาติ เมื่อไม่มีความ เสมอภาคเสียแล้ว ต่อให้ตะโกนวาระแห่งชาติจนก้องโลกก็เกิดจิตสาธารณะไม่ได้ ถึงจะเกิดมีขึ้นบ้าง ก็เป็นครั้งคราว อย่างเกณฑ์แรงงานไปทำม็อบ
ทานและการอาสาสมัครในชุมชนไทยโบราณดำเนินมาได้เป็นเวลานาน มีปัจจัยสำคัญอยู่ที่มีชีวิตในสังคมเสมอภาค เรื่องนี้อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกไว้ในข้อเขียนเรื่องจิตสาธารณะบนความเลื่อมล้ำ (สุดสัปดาห์ มติชน) ตอนหนึ่งว่า "ถึงไม่เท่าเทียมกันเป๊ะ ก็มีความเสมอภาคพอที่จะทำให้ ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของ "สาธารณะ" เหมือนๆ กัน" แล้วตั้งคำถามว่าสังคมไทยทุกวันนี้ "มีความเสมอภาคพอที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของ "สาธารณะ" ต่างๆ ร่วมกันหรือไม่"
ทั้งความเสมอภาคและจิตสาธารณะยังเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นในพฤติกรรมทางสังคมอีกมาก เช่น คุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ และวินัย ฯลฯ แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อ "สภาพัฒน์" แถลงผลการสำรวจภาวะสังคมไทยในไตรมาสแรก พ.ศ.2550 ว่ากลุ่มนักศึกษามี"คุณธรรมต่ำกว่า""กลุ่มอาชีพอื่นๆ และกลุ่ม "นักศึกษา"มีระดับคุณธรรมด้านความมีสติสัมปชัญญะ ความซื่อสัตย์ สุจริต และความมีวินัย ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยภาพรวมของคุณธรรมแต่ละด้าน (ไทยโพสต์ หน้า 1 วันอังคารที่ 12 มิถุนายน 2550)
หากวิเคราะห์เหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน คือ ผลแห่งการปัญหารากเหง้าของการขาดพัฒนา "จิตอาสา" ของผู้คนในสังคมในทุก ๆ ระดับ โดยมักอ้างว่า ติดภาระกิจหน้าที่การงาน ปัญหาครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ ชักหน้าไม่ถึงหลัง ที่ต้องดูแลครอบครัวตนเอง และเครือญาติ หรือมักจะอ้างว่า เป็นภาระแก่ตนเอง ไม่รวยพอที่จะทำบุญ และไม่มีเวลาเพียงพอที่จะไปเป็นอาสาสมัคร เป็นต้น ซึ่่งแท้จริงนั้นเป็นเพียงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของการทำกิจกรรมเพื่อพัฒนา"จิตอาสา"เพราะเงินและเวลาก็เป็นเพียงแค่ปัจจัยรองของการทำดีเพื่อสังคมเท่านั้น หาใช่แก่นแท้หลักหรือความจำเป็นที่จะต้องมีไม่ฉะนั้นแล้วคนที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้จะมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันในการพัฒนาจิตสำนึกเหล่านี้ได้อย่างไร ปลายปี ๒๕๔๗ ประเทศไทยประสบภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่รู้จักกันดีในนามคลื่นยักษ์ "สีนามิ" เหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้กระแสอาสาสมัครขึ้นสูงมากในหมู่ประชาชนคนไทย ผู้คนจากทุกวงการตั้งแต่ชาวบ้าน พ่อค้า นักธุรกิจ ข้าราชการ เอ็นจีโอ นักเรียน นักศึกษา ต่างเดินทางลงใต้ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย (รวมทั้งหนูดี วนิษา เรซ ผู้ซึ่งเล่าถึงประสบการณ์การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสึนามิของตน จนได้รับเลือกเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย Harvard) มีการตั้งกลุ่มอาสาสมัครด้านต่าง ๆ คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช ผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสีนามิถึงกับกล่าวว่า
"สีนามิเป็นปฎิบัติการของอาสาสมัครครั้งใหญ่ในสังคมไทย" เหตุการณ์ครั้งนั้น มีบริษัทจำนวนมากเข้าไปให้ความช่วยเหลือ และได้ช่วยจุดประกายให้บริษัท ห้างร้าน และองค์กรธุรกิจต่าง ๆ หันมาให้ความสนใจเรื่อง "CSR"- Corporate Social Responsibility อันหมายถึง ความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจต่อสังคม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ผู้คนในโลกตะวันตกคิดขึ้นมา สำหรับใช้ควบคุม หรือถ่วงดุลระบบบทุนนิยมที่มุ่งทำกำไรสูงสุดโดยไม่สนใจด้านคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม ซีเอสอาร์จึงเป็นกลไกควบคุมธุรกิจขนาดใหญ่ เช่นธุรกิจข้ามชาติ ให้ต้องประพฤติปฎิบัติในลักษณะทีแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในหลากหลายมิติ แต่หลายบริษัทยังขาดความเข้าใจในแนวคิดหลักในเรื่องนี้ ดังนั้นกิจกรรมของบางบริษัทจึงเป็นไปเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของตนให้ดีขึ้นในสายตาคนภายนอกเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน ก็มีหลายบริษัทให้ความสนใจกับการทำซีเอสอาร์อย่างจริงจัง โดยบางแห่งได้รับความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนในการจัดกิจกรรม มีการสร้างเครือข่ายจิตอาสาร่วมกัน ทำให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง และเห็นตรงกันว่าทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคตจะต้องเดินควบคู่ไปกับการดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้ด้อยโอกาส
อนึ่ง เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ทางสมาคมศิษย์เก่าเอแบค หรือ ABACA ได้มีโอกาสจัดสัมมนาเรื่อง White University/White Connectivity จึงได้เห็นแจ้งว่า องค์กรควรจะต้องมี ISR : Individual Social Responsibility ก่อนการปฎิบัติด้าน CSR อย่างจริงจัง เพราะนั่น คือการพัฒนา"จิตสำนึกส่วนบุคคล" ซึ่งถ้าหากมีกิจกรรมแล้ว ไม่สามารถทำให้คนในองค์กรเปลี่ยนไปให้มีจิตอาสาเพื่อสังคมมากขึ้นแล้ว กิจกรรมนั้นก็ไร้ผล แม้จะคงไว้แค่การประชาสัมพันธ์องค์กรเท่านั้นซึ่งไม่มีประโยชน์ในแง่นามธรรมในจิตใจของคนเหล่านั้น ผู้อ่านสามารถเข้าใจแนวความคิดเรื่อง นี้ได้จากบทความในเวปนี้ หัวข้อ คือ บทเรียนจาก White Ocean สู่ปรัชญาและอนาคตของส่องทาง (ตอนที่ 1)
"...เวลานี้เราขาดคนที่จะยอมตนเป็นอิฐก้อนแรกที่ทิ้งลงไป และก็จมอยู่ที่นั่น เพื่อให้ก้อนอื่น ๆ ถมทับตนอยู่ที่นั่น และเสร็จแล้ว เจ้าก้อนที่จะปรากฎเป็นผู้รู้จักของสังคมก็คือ ก้อนที่อยู่เหนือก้อนอื่นสุด ส่วนก้อนแรกนั้นก็จมดินอยู่นั่นเอง เราหาคนอย่างนี้ไม่ค่อยได้ จึงไม่ค่อยมีอะไรที่ใหม่ที่มีคุณค่าออกมา..." โกมล คีมทอง
...ฉันใด การทำกิจกรรมกับชมรมฯ ไม่ว่าด้วยแรงจูงใจใด ๆ ในช่วงเริ่มต้น หากต่อมาขาดซึ่งความรักในสิ่งที่ทำด้วย "จิตอาสา" ในเวลาต่อมาแล้วไซ้ร์ ผลงานที่ออกมาก็เป็นเพียงสิ่งที่เราทำสนุก ๆ เพื่อฆ่าเวลาจากการเรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ไม่มีคุณค่าอันใด เพื่อสร้างจิตวิญญาณและพัฒนาจิตสำนึกเพื่อสังคมในตัวเรา คงเป็นเพียงที่ทดลองงานที่เป็นส่วนหนึ่งในการเข้าสู่สายอาชีพของเราเท่านั้น ซึ่งแท้จริง ประวัติศาสตร์ของ"ส่องทาง" พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่เราได้จากการทำกิจกรรมนั้นมีมากมายเหลือคณานับ อยู่ที่คน ๆ นั้นที่จะไขว้คว้าเอง เพื่อให้ได้มาตามที่ใจปรารถนาเท่านั้น
Posted by Mr. Volunteer
เม.ย. 06, 2010
แก้ไขล่าสุด:
ม.ค. 20, 2011