ชายและหญิงทุกคนได้รับของขวัญล้ำค่า่ี:
Every man and woman is given the tremendous
คือความเยาว์วัยซึ่งเต็มไปด้วยพละกำลัง:
and priceless gift-youth full of strength,
ความทะเยอทะยาน ความปรารถนา ความกระหายใคร่เรียนรู้ :
of aspirations, yearnings,lust of knowledge,
การดิ้นรนต่อสู้ ความหวัง และความมั่นใจ :
struggle, hope and confidence.
: นิโคไล ออสตรอฟสกี : Nicholai Ostrovsky
เมื่อวานผู้เขียนได้ไปซื้อหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง
"หนุ่มสาวไทย จะไปทางไหนกัน" ของ อาจารย์วิทยากร เชียงกูล เมื่อได้อ่านบทความในเล่มแล้วอยากจะนำบางส่วนมาแบ่งปันให้อ่านกัน เพราะจะเกี่ยวเนื่องกับบทความที่แล้ว เรื่องอันดับมหาวิทยาลัยอย่างมาก เพราะเล่มนี้ คือ หนังสือต้นแบบที่อธิบายถึงการสร้าง "จิตวิญญาณ"ของคนหนุ่มสาว และนักศึกษาที่ผู้เขียนเชื่ออย่างยิ่งว่า ถึงเวลาที่"สังคมไทย"เราควรจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์อย่างจริงจังเพื่อมาพัฒนา"จิตวิญญาณ"ในเรื่องต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ก่อนที่เราจะถูกระบบ "ทุนนิยม" และ "โลกาภิวัฒน์" กลืนเราไป เป็นเพราะเราไม่เคยตั้ง"คำถาม"ให้กับตัวเราเองและสังคม การเกิดเหตุการณ์การเมืองปัจจุบัน เป็นแค่ผลที่สะท้อนออกมาไม่มากก็น้อยว่า เราคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ของครอบครัว และพวกพ้อง หรือเศรษฐกิจเพื่อปากท้องเป็นที่ตั้งมากกว่าการสอนให้คนคิดเป็น และมีจริยธรรม นับถือตนเอง และคนอื่นด้วยคุณงามความดี มากกว่าความสามารถ และเงินทอง
หมายเหตุ : คำว่า
"คนหนุ่ม-สาว" ในที่นี้ วิทยากร เชียงกูล เจาะถึงคนวัยหนุ่มสาวที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ปัญญาชนคนชั้นกลาง.. (ซึ่งในเวลานี้ คนเหล่านี้ คือ คนในยุค Baby Boomer ที่มีอายุ 40+ ในสังคมปัจจุบัน..แต่สามารถใช้ได้ดีกับคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบันด้วย)
คนหนุ่มสาวปัจจุบัน โดยเฉพาะในรั้วสถาบันการศึกษา อาจเคยอ่านหรือได้ยินใครท่องกลอน 4 วรรคนี้..
"ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว"
..วิทยากร เชียงกูล
บทกลอนนี้ เขียนขึ้นเมื่อ 31 ปีที่แล้ว โดยนักศึกษาธรรมศาสตร์ชั้นปีที่ 3 ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ยูงทอง 27 มิถุนายน พ.ศ.2511 พิมพ์ครั้งต่อมาในหนังสือรวมเรื่องสั้น และบทกวีชื่อ
"ฉันจึงมาหาความหมาย" พ.ศ. 2514 ซึ่งเป็นหนังสือที่มีการพิมพ์ซ้ำอีก 12 ครั้ง ในช่วงปี 2515-2542
กลอนชิ้นนี้สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกนักศึกษาจำนวนมากในยุคทศวรรษ 2510 ผู้รู้สึกไม่พอใจมหาวิทยาลัยในแง่ที่เป็นแหล่งผลิต
"ปริญญาชน" มากกว่า
"ปัญญาชน" ที่มีคุณภาพบทกลอนชิ้นนี้ รวมทั้งงานเขียนชิ้นอื่น ๆ ในยุคนั้นได้มีผลสะเทือนทำให้นักศึกษาแสวงหา "ความหมาย" ความรู้ ความจริง ในชีวิตและสังคม นอกเหนือจากการเรียนสนุกไปวัน ๆ จนเป็นส่วนหนึ่งให้เกิดขบวนการนักศึกษาที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย ในช่วงปี พ.ศ. 2512-2519
..แต่คนรุ่นหลังที่ได้อ่านแค่ 4 วรรคหรืออ่านแบบผ่าน ๆ มักจะไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาทั้งหมด บทกลอนชิ้นนี้ไม่ได้ต่อต้านมหาวิทยาลัย ไม่ได้ต่อต้านปริญญา แต่เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยปฎิรูปตัวเองให้มีคุณภาพมากขึ้น
..30 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเติบโตด้านปริมาณมากกว่าคุณภาพ ในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 ใหม่ ๆ นิสิตนักศึกษาตื่นตัวแสวงหาอ่านหนังสือ ศึกษาค้นคว้า และเข้าร่วมกิจกรรมกันมาก แต่หลัง 6 ตุลาคม 2519 เมื่อรัฐบาลและชนชั้นนำที่โง่เขลาและเห็นแก่ตัวปราบปรามนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์อย่างทารุณ ขบวนการนักศึกษาก็ซบเซาลงตามลำดับ ปัจจุบันเรามีประชาชนที่จบจากมหาวิทยาลัย 1.5 ล้านคน และนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่อีก 1.5 ล้านคน แต่หนังสือดี ๆ ยังพิมพ์ขายอยู่ในระดับ 3,000 เล่ม
..วัยหนุ่มสาวเป็นวัยที่ดีที่สุด เป้นวัยของคนที่แข็งแรง หัวสมองแจ่มใส มีพลังกระปรี้กระเปร่า พร้อมที่จะเรียนรู้ได้มาก จึงควรรู้จักใช้วัยนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด คนที่มีโอกาสได้เรียนมหาวิทยาลับควรจะตักตวงการเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยให้มาก ทั้งจากหนังสือเรียน ห้องสมุด การอภิปราย ประชุมสัมมนา การทำกิจกรรมนอกหลักสูตรต่าง ๆ ทั้งนี้นักศึกษาควรสนใจที่จะเชื่อมโยงวิชาการกับสภาพชีวิตของคนในสังคมโดยรู้จักขวนขวายศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจด้วยตัวเอง ในเรื่องสังคม เศรษฐกิจ การเมืองไทย และของสังคมโลกด้วย เพราะเราไม่ได้อยู่ลำพังภายในประเทศเท่านั้น ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก และต้องร่วมมือ และแข่งขันกับนานาประเทศ
..โลกปัจจุบันมีแหล่งข้อมูลข่าวสารที่เปิดกว้างขึ้น คนหนุ่มสาวที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย ก็สามารถจะเรียนรู้จากการศึกษาด้วยตัวเอง โดยการอ่านหนังสือ และการเลือกใช้สื่อประเภทต่าง ๆ ที่ให้ความรู้และข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งประสบการณ์จากการทำกิจกรรม การทำงานได้มาก เพียงแต่ต้องรู้วิธีจัดการศึกษาด้วยตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะโลกทุกวันนี้มีข้อมูลข่าวสารเยอะมาก และโดยส่วนใหญ่จะเป็น
เรื่องเพื่อเรื่องการค้า และความบันเทิง รวบทั้งระบบเศรษฐกิจสังคมที่เน้นการค้า การหากำไร เอกชนพยายามที่จะมอมเมาคนหนุ่มสาวให้เพลิดเพลินหลงผิดได้มาก
..คนหนุ่มสาวต้องรู้จักกำหนดชีวิตของตนเอง รู้จักการเลือกคบเพื่อนและผู้ชี้แนะที่ดี รู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสม หลึกเลี่ยงอบายมุข การมอมเมาต่าง ๆ เลือกใช้ชีวิตไปในแนวที่เขาจะได้เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์แก่ตัวเขา และสังคมได้อย่างแท้จริง
..คนหนุ่มสาวต้องกล้าท้าทายเปลี่ยนแปลงค่านิยมที่ผิด ๆ ล้าสมัย เช่น ค่านิยมว่า การสูบบุหรี่แสดงว่าฉันเป็นผู้ใหญ่ เป็นอิสระ ไม่แคร์ใคร ค่านิยมว่า การกินเหล้าแสดงความเป็นผู้ชาย หรือแสดงความทันสมัยในการเข้าสังคม แท้จริงเป็นค่านิยมที่ล้าสมัย ห่างไกลจากโลกความเป็นจริงมาก เพราะจริง ๆ แล้วคนที่ติดเหล้าบุหรี่ หรือยาเสพติด คือ คนที่อ่อนแอ ต้องพึ่งพาสิ่งอื่น ไม่เข้มแข็ง ไม่เป็นตัวของตัวเอง คนที่ทันสมัย คนฉลาด คนที่เข้มแข็งในโลกยุคใหม่ คือ คนที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งสิ่งเหล่านี้
..ถ้าคนหนุ่มสาวไทยไม่ตื่นตัวต่อปัญหาวิกฤติ ไม่สนใจอ่านหนังสือ ศึกษาหาความรู้ ทำกิจกรรมเพื่อสังคม ติดตามปัญหาที่อยู่รอบตัวพวกเขา และมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างเอาจริงเอาจัง พวกเขาก็คงเป็นแค่คนตกงาน หรือเกาะพ่อแม่ญาติพี่น้องกินไปวัน ๆ เป็นเหยื่อของบริษัทข้ามชาติและนายทุนขนาดใหญ่ มากกว่าจะเป็นผู้อยู่รอด หรือผู้ที่จะช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมไทยให้มีที่ยืนอย่างมีศักดิ์ศรีในศตวรรษที่ 21 ได้
..ปัญหาของคนหนุ่มสาว มากกว่าครึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากผู้ใหญ่ แต่เมื่อผู้ใหญ่ในทุกวันนี้ เป็นที่พึ่ง และแบบอย่างไม่ได้ เพราะ
ผู้ใหญ่สนใจแต่ปัญหาของผู้ใหญ่เอง เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยฉลาด ไม่มี "จิตสำนึกเพื่อสังคม" และไม่มีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกล คนหนุ่มสาวต้องพยายามช่วยตัวเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งในแง่ปัญหาส่วนตัว และร่วมมือกับคนหนุ่มสาวด้วยกันและคนอื่น ๆ ที่เข้าใจและหวังดีกับคนหนุ่มสาวเพื่อแก้ไขปัญหาของคนหนุ่มสาวในเชิงสังคมด้วย
..การที่นิสิตนักศึกษาในประเทศไทย นิยมกิจกรรม"รับน้อง"ใหม่ ประเภทเล่นสนุก และบังคับน้องใหม่ให้ทำสิ่งต่าง ๆ เป็นพฤติกรรมที่ไม่ปรากฎในประเทศอื่น นอกจากอาจจะเคยมีบ้างในบางรูปแบบในโีรงเรียนมัธยมแบบประจำของอังกฤษสมัยก่อน สิ่งนีสะท้อนพฤติกรรมเยาวชนไทยที่ถูกเก็บกดมาตั้งแต่เด็ก สะท้อนระบบอาวุโส อำนาจนิยม ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย
..เราส่งคนไปเรียนต่างประเทศมาตั้งแต่ร้อยปีที่แล้ว พร้อม ๆ กับญี่ปุ่น เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องส่งคนไปเรียนต่างประเทศมากนัก แต่คนไทยยังเห่อไปเรียนต่อต่างประเทศ
โดยไม่สนใจทำมหาวิทยาลัยไทยให้มีคุณภาพเท่ากับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ซึ่งเรียกร้องให้นักศึกษาต้องอ่านหนังสือ ค้นคว้าทำรายงานด้วยตัวเองอย่างหนัก ไม่ใช่การเรียนแบบเล่น ๆ สนุกไปวัน ๆ
..สิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่า "การปฎิรูปทางการเมือง" ก็คือ การปฎิรูปหรือการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนทางการศึกษาทาง"สื่อมวลชน" และทาง"วัฒนธรรม"ที่จะช่วยพัฒนาให้คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่มีลักษณะเสรีประชาธิปไตยใจกว้างมากขึ้น
..การมีเป้าหมายชัด จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกทำอะไรก่อนหลังชัดด้วยเพราะในสภาพสังคมของเรานี้ อะไรต่ออะไรก็มักจะเป็นปัญหา มักมีข้อบกพร่องให้ต้องแก้ไขไปเสียแทบทั้งนั้น ถ้าเราไม่ศึกษา ทำความเข้าใจ
"โครงสร้าง"ของปัญหาทั้งหมดที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่ และมีเป้าหมายที่เป็นอันเดียวกัน เราก็อาจต้องย่ำเท้าอยู่กับการแก้ปัญหาเบ็ดเตล็ดประจำวันจนปวดหัว หรือหมดแรงเสียก่อนที่จะไปทำอะไร ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมที่แท้จริงได้ เพราะถ้าหากเราจะต้องใช้เวลาให้กับการชักชวนคนให้"ปลูกต้นไม้"บ้าง ขายรูปลอกเพื่ออการกุศลบ้าง ไปเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้าง อะไรต่ออะไรร้อยแปดพันอย่างเช่นนี้แล้ว เราก็คงไม่ได้เป็นอะไรมากกว่า"นักสังคมสงเคราะห์" ซึ่งทำได้แค่เยียวยาสังคม ที่ป่วยไข้ให้ซังกะตาย มีชีวิตอยู่ต่อไปวัน ๆ หนึ่งเท่านั้น
ถ้าอย่างนั้น เป้าหมายที่พอมองเห็นได้สำหรับคนหนุ่มสาวของเราควรเป็นอย่างไร ในทัศนะผู้เขียน สิ่งที่สังคมไทยขาดแคลนมากที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่ต้นไม้ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ หรือหอศิลป์ ไม่ใช่โรงพยาบาล โรงเรียน หรือแม้แต่สถานีทดลองและส่งเสริมการเกษตร สิ่งที่เราขาดแคลนมากที่สุด คือ
"ความยุติธรรม" ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน ระหว่างอภิสิทธิ์ชนกับชาวบ้านธรรมดา หากรวมไปถึงความยุติธรรมในทุกแง่ทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นโอกาสที่จะได้รับการศึกษาและเขยิบสถานะ โอกาสที่จะได้ชื่นชมกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตโอกาสที่จะได้รับการปฎิบีติเยี่ยงมนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรีอย่างทัดเทียมกัน ฯลฯ ความไม่ยุติธรรมดังกล่าวนี้แหละ ที่เป็น"รากเหง้า" หรือที่มีแห่งความชั่วร้ายทั้งปวง ทั้งความยากจน ความป่วยไข้ ความโง่เง่า ความเฉื่อยชา ความมักง่าย ความเห็นแก่ตัว หน้าไหว้หลังหลอก และการเอารัดเอาเปรียบ
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เราควรคิดถึงเป็นอันดับแรก ก็คือ ทำอย่างไรคนส่วนใหญ่จึงจะมีส่วนได้รับความยุติธรรมหรือเสมอภาคมากขึ้น
ไม่ใช่ทำอย่างไรคนถึงจะลืมความเจ็บปวดและอยู่ในโลกแห่งความไม่ยุติธรรมในชาตินี้ได้อย่างราบรื่นเหมือนอย่างนักเทศน์ชอบคิด
ไม่ใช่ทำอย่างไรคนถึงจะได้รับการศึกษาเพื่อที่จะเอาตัวรอดตามสติปัญญาของตัวเองมากขึ้นเหมือนอย่างที่นักการศึกษาชอบคิด และ
ไม่ใช่ทำอย่างไรคนถึงจะได้รับแสงสว่างแห่งการเป็นผู้มีรสนิยม มีจิตใจอิ่มเอิบ เหมือนอย่างพวกศิลปินชอบคิด
ความเสมอภาคนั้นมีลักษณะคล้ายเสรีภาพ คือ ไม่อาจได้มาด้วยการร้องขอ ก็เพราะโลกของเราเป็นสังคมที่อำนาจอยู่ในมือคนกลุ่มน้อยมาตั้งแต่สมัยพ้นจากสภาพหมู่บ้านแบบพึ่งพาตนเองมาเป็นประเทศเขตแคว้นแล้ว การที่อยู่ดี ๆ จะให้คนกลุ่มน้อยลดทอนอำนาจ อภิสิทธิ์ ความสะดวกสบายเพื่อสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ ซึ่งอ่อนแอกว่าพวกตนนั้น ย่อมเป็นเรื่องเพ้อฝันอยู่มาก ประวัติศาสตร์ไม่เคยมีเรื่องปฏิหาริย์ขนาดนั้น คนกลุ่มน้อยจะยอมทำตามข้อเรียกร้องก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่มีอำนาจต่อรองเพียงพอ หรือไม่ก็เข้มแข็งกว่าเท่านั้น
คนส่วนใหญ่จะมีอำนาจต่อรองได้ อยู่ที่ว่าเขาต้องรู้ว่าตัวเขาเองมีสิทธิ์ที่จะได้รับความชอบธรรมเสียก่อน ขั้นต่อไป คือ การเรียนรู้วิธีที่จะได้มาซึ่งสิทธินั้น การให้การศึกษา ในเรื่องสิทธิเสมอภาค เสรีภาพ ประชาธิปไตย จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเท่ากับเป็นการให้โอกาสคนส่วนใหญ่ในสังคมได้มีส่วนสร้างสังคมชนิดที่เขาปรารถนา และรู้จักปกปักษ์รักษาสังคมดังกล่าวนั้นไว้สืบต่อไปได้ โดยไม่ยอมให้ใครมาละเมิดกฏกติกาของสังคม..
กำลังเขียนเพิ่มเติม...
Posted by ส่องทาง ส่องใจ
มี.ค. 29, 2010
แก้ไขล่าสุด:
เม.ย. 20, 2010