ข่าวและบทความ บทความทั่วไป มุมมองของศิษย์้เก่าเอแบค ในอันดับมหาวิทยาลัยของไทย เอเซีย และโลก
เมื่อได้มีโอกาสเห็นสโลแกนของเอแบค "Educating Intelligences and Active Minds to change the world" ล่าสุดที่ปรากฎสู่สาธารณชนแล้ว ทำให้ผู้เขียนนึกถึง Bill Gates อดีต Microsoft Chairman (ปัจจุบันเขาและภรรยาได้อุทิศตัวเต็มเวลาให้กับมูลนิธิบิลล์และเมลินดา เกตส์) ที่ได้กล่าว Commencement Speech ที่ Harvard University ตั้งแต่ ปี 2007 ที่สะท้านไปทั่วโลก ...เพราะเขาพูดถึงเด็กยากจนตายเป็นล้าน ๆ...ไม่พูดถึงไฮเทคเลย จึงขอนำบางส่วนที่วิเคราะห์โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น มาเผยแพร่เพื่อเกริ่นนำก่อนจะนำเข้าสู่เนื้อหาที่จะกล่าวถึงบทวิเคราะห์"เอแบค"ในอันดับมหาวิทยาลัยของไทย เอเซีย และอันดับโลกกันต่อไป...

".....แรกเริ่มนั้น ผมไม่ได้ตั้งใจจะไปฟัง บิล เกตส์ พูดที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน... เพียงแค่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ นั้น...แต่พรรคพวกที่ไปฟังเสร็จยื่นคำปาฐกถาทั้งฉบับให้ผมแล้วบอกสั้นๆ ว่า "บิล เกตส์ ตั้งใจมาเขย่าสำนึกของฮาร์วาร์ดทีเดียวเพื่อนเอ๋ย...และผมว่าได้ผลเสียด้วย เพราะทุกคนคิดว่าเขาจะมาพูดเรื่องเทคโนโลยี เรื่องธุรกิจ เรื่องโลกาภิวัตน์...แต่เขาสร้างความประหลาดใจให้กับนักศึกษาจบใหม่รุ่นปี 2007 นี้ ด้วยการพูดถึงเรื่องความยากจน และความไม่เสมอภาคของมนุษย์...และถามว่าทำไมฮาร์วาร์ดไม่มีจิตวิญญาณเรื่องนี้เพียงพอ"

ผมนั่งอ่านปาฐกถาทีละประโยคแล้วก็ต้องเห็นพ้องกับเพื่อนคนนี้...เออหนอ ฮาร์วาร์ดต้องโดนคน"สอบตก" หรือ dropout ที่โด่งดังและประสบความสำเร็จที่สุดมาสั่งสอนเรื่อง "ความสำนึกในหน้าที่ต่อโลก"จึงจะเรียนรู้เรื่องที่โลกที่สามร้องเรียนมานานหนักหนาแล้วกระนั้นหรือ?

บิล เกตส์ กลับฮาร์วาร์ดหลังจากเดินออกไปจากมหาวิทยาลัยโด่งดังแห่งนี้เมื่อ 32 ปีก่อนโดยไม่ได้ปริญญาก็เพื่อจะบอกว่าฮาร์วาร์ด ยังไม่ได้สอนให้เด็กมะกันรุ่นใหม่เข้าใจว่า โลกนี้มีปัญหาสังคมที่โหดร้ายต่อคนยากจนและด้อยโอกาสเหลือเกิน

"ผมอยากจะเรียกร้องทั้งผู้บริหารและอาจารย์และนักศึกษาของฮาร์วาร์ด ให้ตอบคำถามที่ว่าทำไมเราไม่สอนให้คนที่มีมันสมองดีที่สุดของประเทศช่วยแก้ปัญหาที่รุนแรงที่สุดของโลกเล่า?"

บิล เกตส์ บอกว่า ฮาร์วาร์ดอาจจะสอนให้เด็กเก่งเรื่องเศรษฐศาสตร์ และเป็นปัญญาชนชั้นเลิศของประเทศ "แต่ผมย้อนกลับไปแล้วก็มีความเสียใจอย่างใหญ่หลวงเรื่องหนึ่ง...นั่นคือผมเดินออกจากฮาร์วาร์ด โดยไม่มีความตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมของมนุษย์ในโลกนี้...ความแตกต่างอย่างน่าตกใจในเรื่องสุขภาพ และฐานะทางเศรษฐกิจและความไร้โอกาสของเขาเหล่านั้น...ที่ทำให้คนเป็นล้านๆ คนถูกสาปให้อยู่ในภาวะที่แร้นแค้นอย่างยิ่ง..."

บิล เกตส์ บอกว่าเขาต้องใช้เวลาหลายสิบปีในโลกแห่งความเป็นจริงนอกฮาร์วาร์ด จึงเข้าใจปัญหาอันรุนแรงนี้

เขาบอกว่าเด็กๆ เป็นล้านๆ คนในประเทศยากจนต้องเสียชีวิตทุกปีจากโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ปรากฏในอเมริกามานานแล้ว

"ผมถามตัวเองว่า ทำไมโลกจึงปล่อยให้เด็กๆ เหล่านี้ตายไปต่อหน้าต่อตา?" บิล เกตส์พูดกระตุ้นให้นักศึกษา อาจารย์และผู้บริหารฮาร์วาร์ด ฟังด้วยความตั้งใจให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองเสียงเรียกร้องของเขา

เขาตอบเองว่าที่คนยากจนเหล่านี้ต้องตายอย่างไร้ความหวังนั้น ก็เพราะ

"คำตอบที่โหดร้ายก็คือว่าระบบตลาดไม่ตอบแทนการช่วยชีวิตของคนยากจนเหล่านี้ และรัฐบาลไม่อุดหนุนให้เกิดการปกป้องพวกเขาเหล่านี้เช่นกัน...ฉะนั้น เด็กเหล่านี้ต้องตายเพราะคุณแม่ และคุณพ่อของพวกเขาไม่มีอำนาจในตลาดและไม่มีเสียงในระบบ..."

บิล เกตส์ สำทับด้วยการเน้นว่า "...แต่คุณกับผมมีทั้งสองอย่าง...เราสามารถทำให้พลังของตลาดทำหน้าที่ช่วยเหลือพวกเขาได้ดีขึ้น ถ้าเราสามารถสร้างระบบทุนนิยมที่สร้างสรรค์มากกว่านี้ (a more creative capitalism)..."

เขาบอกว่าคนที่ฮาร์วาร์ดก็ไม่ใช่ว่าจะไร้สำนึกเมื่อเห็นความโหดร้ายเกิดกับเพื่อนร่วมโลก

"ไม่ใช่ว่าเราไม่แคร์ แต่เป็นเพราะเราไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไรมากกว่า...เพราะปัญหานี้บางทีก็สลับซับซ้อนเกินไป...ผมจึงเสนอสี่ขั้นตอนในการแสดงความใส่ใจของเราต่อปัญหาความยากไร้ของคนในโลก...นั่นคือให้ตั้งเป้าหมายที่จะช่วยก่อน ต่อมาก็คือการหาวิธีการที่จะช่วยและขั้นที่สามคือการค้นหาเทคโนโลยี เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการช่วยและลงมือช่วยอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทันสมัย เช่น การหายาหรือเรื่องง่ายๆ เช่น หามุ้งให้กับพวกเขาเพื่อป้องกันโรคมาลาเรียเป็นต้น..."

แล้วบิล เกตส์ ก็พุ่งเข้าเป้าของการมาพูดกับนักศึกษาจบใหม่รุ่นล่าสุด ด้วยคำถามแทงใจดำของทั้งผู้บริหาร อาจารย์และนักศึกษาเป็นหมื่นที่มาฟังอย่างตั้งใจว่า

"Should our best minds be dedicated to solving our biggest problems?"

หรือเท่ากับถามว่า "สมองที่เยี่ยมที่สุดของเราควรจะเอามาทุ่มเทกับการแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเรามิใช่หรือ?"

หรือเท่ากับบอกทางอ้อมว่า กึ๋นชั้นหนึ่งของฮาร์วาร์ด ทุกวันนี้ ไม่ได้ใช้เพื่อสังคมของคนด้อยโอกาส หากแต่เป็นการ"ทำเพื่อตัวเอง"หรือเพื่อ"ระบบทุนนิยม"มือใครยาวสาวได้สาวเอามากกว่า...

และตอกย้ำด้วยประโยคต่อไปที่มุ่งไปยังนักศึกษาจบใหม่ว่า

"You have more than we had ; you must start sooner and carry on longer...knowing what you know, how could you not?"

หรือ "รุ่นของคุณมีมากกว่ารุ่นของผม (ในทุกเรื่อง) พวกคุณจึงต้องเริ่มเร็วกว่าพวกผม และต้องทำงานต่อเนื่องนานกว่า...ในเมื่อคุณรู้อย่างที่รู้แล้ว คุณจะไม่ทำอย่างนี้ได้อย่างไร?"

ประโยคอย่างนี้จากคนที่สร้างความมั่งคั่งส่วนตัวจากระบบทุนนิยมสุดขั้วของโลกมาสอนปัญญาชนระดับนำในรั้วมหาวิทยาลัยที่โด่งดังที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง ย่อมควรจะได้รับการวิเคราะห์และวิพากษ์อย่างรอบด้านทีเดียว...."

วกเข้าสู่อันดับมหาวิทยาลัยของโลกบนเวป หรือที่เรียกกันว่า Webometrics ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัย โลกซึ่งริเริ่มโดย Cybermetrics Lab คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ Consejo Superior de Investigaciones Científicas (CSIC) ส่วน หนึ่ง ของ องค์กรการวิจัยที่ใหญ่ที่สุดของรัฐในสเปน ที่ได้จัดทำขึ้นทุกปี มีผลออกมาล่าสุดเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2010 ดังนี้....

อันดับแรก หรือที่หนึ่ง ก็เป็นของ Harvard University ตามด้วยมหาลัยอื่น ๆ ที่อยู่ในอเมริกาเสียส่วนใหญ่ มีเพียงแค่ 8 มหาวิทยาลัยจากต่างชาติ คือ 2 แห่งใน Canada กับ U.K. และใน Switzerland และ Norway ประเทศละแห่ง สิ่งที่น่าประหลาดใจ คือ มีแค่ University of Tokyo เพียงแห่งเดียวในเอเซียที่ติดอันดับที่ 38 ใน 50 อันดับแรก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบางอย่างในมาตรฐานของมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไรได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้าหากดูการเปรียบเทียบให้ใกล้ตัวมากขึ้นเฉพาะอันดับในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วจะเห็นว่า อันดับ 1 คือ National University of Singapore รองลงมาอันดับ 2 (สอง) คือ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ถัดไปอันดับ 3 (สาม) เป็นมหาวิทยาลัย สงขลา นครินทร์ ตามด้วยอันดับ 4 มหาวิทยาลัยมหิดล และอันดับ 5 (ห้า) คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่เอแบคอยู่อันดับที่ 32 (สามสิบสอง)

ลองมาดูอันดับในประเทศไทยกันบ้าง 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นของมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยเฉพาะปีนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตกจากอันดับ 1 มาอยู่อันดับ 4 ไม่ทราบด้วยเหตุผลอันใดโดยมีมหาวิทยาลัยเกษตรเป็นอันดับหนึ่งแทน ตามด้วยอันดับ 2-4 เป็นเหมือนลำดับในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น สิ่งที่น่าจะสามารถใช้เปรียบเทียบได้บ้างในส่วนของวิทยาลัยเอกชนที่เป็นระดับอินเตอร์แล้ว ก็น่าจะเป็นสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย Asian Institute of Technology (AIT) ที่อยู่ในอันดับที่ 8 ส่วนเอแบคนั้นแม้จะถูกจัดอยู่ที่ลำดับที่ 17 แต่ในฐานะมหาวืทยาลัยเอกชนระดับอินเตอร์แห่งแรกในประเทศไทยที่เป็นอันดับหนึ่ง ก็ถูกตามมาติด ๆ จากมหาวืทยาลัยเอกชนอื่น ๆ เช่น มหาวิทยาลัยศรีปทุม และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นต้น

เมื่อยุคปัจจุบันที่ค่านิยมของสังคมไทย ได้กำหนดระดับขั้นต่ำของการศึกษาในชนชั้นปัญญาชนอยู่ที่"ปริญญาโท" ทำให้ผู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยของรัฐ หากได้ไปศึกษาต่อในต่างประเทศในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนแล้ว ก็จะทำให้มีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานในองค์กรเอกชนต่าง ๆ ที่น่าจะทัดเทียมบุคลากรที่จบมาจากเอแบคบ้างไม่มากก็น้อย คำถาม คือ อะไรน่าจะเป็นจุดเด่นของเอแบคที่ควรวางตำแหน่ง (Position)ไว้ในอนาคต นอกเหนือจากชื่อเสียงในการสร้างบุคลากรด้าน"การบริหาร"ในตลาดแรงงาน คำตอบที่น่าจะตรงใจ แบบไม่ฟันธงคงเป็นคำกล่าวที่ท่านภารดามาร์ติน ประทีป โกมลมาศ อดีตอธิการเอแบคที่เคยกล่าวไว้ว่า ทางมหาวิทยาลัยได้ก้าวช้าไปในการวางรากฐานในด้าน "สื่อสารมวลชน" และ "กฎหมาย" ก่อนเริ่มต้นก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่เน้นในด้านการบริหารธุรกิจ ซึ่งทั้งสองสาขาวิชาแท้จริง คือ บรรทัดฐานของสังคมปัจจุบันถูกชี้นำ และเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางความถูกผิดของสังคมไทย และโลก ถึงแม้จะถูกเคลือบแฝงด้วยอำนาจทุน อำนาจบริหารจากฝ่ายนิติบัญญัติบ้าง แต่ก็ยังมี "จริยธรรม"ในจิตใจของเราเอง เป็นไม้วัดอีกอันหนึ่งที่สูงกว่า ซึ่งเมื่อวกกลับมาทบทวนดูอีกครั้ง จะเห็นชัดถึงความเป็นเหตุเป็นผลยิ่ง เพราะหากอนาคต"นักธุรกิจ"ทั้งหลายที่จบจากเอแบคไป แล้วหวังแต่กอบโกย เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ส่วนตัว สร้างฐานะเพื่อตัวเอง และครอบครัวด้วยความโลภ เน้นความร่ำรวย โดยไม่เคยคิดถึงการตอบแทนคืนสู่สังคม(ระดับ Macro เช่น ลูกค้า ผู้ด้อยโอกาสในสังคม/หรือระดับ Micro เช่น สถาบันที่เราจบอย่างเอแบค เป็นต้น)ก็จะมีแนวโน้มที่จะเป็นนักธุรกิจที่ไม่ซื่อสัตย์ และขาดซึ่งจริยธรรม ทำให้จำเป็นต้องมี "กฎหมาย" ผ่านออกมาจากฝ่ายสภานิติบัญญัติ เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ บทลงโทษ สำหรับผู้ละเมิดกระทำสิ่งนั้น เพื่อเป็นกรอบชัด ๆ ที่ำกำหนดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ขณะที่ "สื่อ"เองเป็นผู้ที่เสนอความคิดเห็น ความเคลื่อนไหว และวิจารณ์ด้วยความเป็นกลางอย่างมีจริยธรรม จึงจะสามารถถ่วงดุลอำนาจ "เงิน"จากนักธุรกิจ ผู้หวัง"กำไร"สูงสุดเป็นที่ตั้ัง

กำลังเขียนบทสรุป...
Copyright © 2010 Songthang.com | For Wider Perception. All Rights Reserved.
ping test