"...ความรู้นีหมายถึง "ทางวัตถุ" เพราะว่าคนเราก็ต้องการที่จะมีวิชาความรู้ เพื่อที่จะทำมาหากิน เลี้ยงชีพตัวเองเป็นสำคัญ ในเวลาเดียวกัน ความรู้ทางวัตถุนั้น ก็ต้องประสานด้วยความรู้ "ทางจิตใจ" หมายถึงวิธีที่จะคุ้มกันป้องกันร่างกายของตัวคือ วัตถุต่อสิ่งที่ไม่เป็นวัตถุ ต่อนามธรรมที่เป็น"จิตใจ" คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความกระหายอำนาจ ก็เป็นสิ่งที่ยากที่จะควบคุม เราจะต้องสอนทั้งสองอย่าง สอนวิทยาการเพื่อให้ทำมาหาเลี้ยงชีพ และต้องรู้จักควบคุมจิตใจ ควบคุม"สติ"ของตัวให้สามารถใช้ "ความรู้ทางวัตถุ" เพื่อประโยชน์ของ"ตัวเอง" ซึ่งก็รวมอยู่ที่ประโยชน์ของ"สังคม"ด้วย ถ้าไม่รู้จักที่จะควบคุมความรู้ที่มีทางวัตถุ ก็อาจเกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่น ในที่สุด ก็เป็นความเดือดร้อนต่อตนเอง..."
พระบรมราโชวาท ในโอกาสที่สถาบัน และองค์การที่เกี่ยวกับศาสนาเข้าเฝ้า ฯ ถวายพระพรชัยมงคล และทูลเกล้าฯ ถวายสิ่งของ เนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา วันพุธที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๑
"ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง.." พระบรมราโชวาท พระราชทาน เพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็ก ปีพ.ศ. ๒๕๓๑ พระตำหนักจิตลดารโหฐาน วันที่ ๑๘ พ.ย.พ.ศ. ๒๕๓๐
เมื่อได้อ่านพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านแล้ว ทำให้นึกไปถึงช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 4 ถึง 8 ปีในฐานะนักศึกษาในสถาบันการศึกษาแห่งนี้ ช่างเป็นเวลาที่ท้าทาย และแสวงหาสำหรับคนหนุ่มสาวทุกยุค ทุกสมัย แม้กระแสสังคมจะแปรผันไปตามกาลเวลาในแต่ละสมัย เป็นเวลาร่วม 30 ปีที่"ส่องทาง"ได้ผ่านร้อน หนาวมา ทำให้ได้ประจักษ์ความจริงอย่างหนึ่ง ก็คือ หากเราไม่สามารถเดินทวนกระแสสังคมที่เราอยู่ในสิ่งที่เรารู้สึกอย่างจริงใจอยู่ภายในว่าไม่ถูกต้อง สักวันหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว เราก็จะถูก"ดูดกลืน"และ"ยอมรับ"ไปกับสังคมอันจอมปลอมนั้นโดยดุษฎี ด้วยเกียรติยศ เงินทอง ชื่อเสียง ความสำเร็จ และอำนาจ ที่มาล่อลวงเราให้หลงใน"วัตถุ"จนหลงและลืมตัว ดังเช่น ที่เราเห็นได้จากที่"นักกิจกรรม"รุ่นพี่ ๆ หลาย ๆ คนที่มีอุดมการณ์อันแรงกล้าในช่วงเวลาที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมเมื่อได้จบไป แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปี ก็เข้าสู่วงจรชีวิตในวัยทำงาน สร้างฐานะ แต่งงาน มีครอบครัว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยหวังก็พลันมลายหายไปเสมือนหนึ่งว่า ช่วงเวลาแห่งความสุข และสังคม"อุดมคติ"แบบนั้นเราไม่เคยอยู่ร่วม หรือเกิดขึ้นกับเรามาก่อน แต่เป็นสิ่งที่เป็นความจริงอย่างหนึ่งที่ว่า "ความดีย่อมอยู่คู่โลกใบนี้ตลอดไป ไม่ดับสูญ" เมื่อสังคมเข้าสู่ยุคเสื่อมสุด ๆ จากปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากความเจริญของวัตถุความรู้ ที่มุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตัว โดยขาดการตระหนักถึง การศึกษาและปฏิบัติความรู้ด้านจิตใจที่เรียกว่า "จริยธรรม" ทำให้ทุกคนต้องกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ในทุกลำดับชั้นของสังคมที่ทุกอย่างต้องการเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลง "ตัวเรา"ให้เป็นแบบอย่างที่ดีก่อน ไม่ใช่คนอื่น ก่อนที่จะไปสู่สังคมภายนอก เหมือนดั่ง "ส่องทาง" ที่หล่อหลอมเราให้รู้จักคำว่า "
รัก(แบบพี่น้อง)" "
เข้าใจ(แม้ไม่รับทราบความจริงทุกอย่าง)" "
ห่วงใย (ทุกคน แม้คนที่ไม่น่ารัก)" "ให้(โดยไม่หวังผลตอบแทน)อย่าง
จริงใจ" ""
เสียสละ(แม้ทำให้ลำบากขึ้น)" และ "
ให้อภัย(เสมอ ไม่จดจำความผิดใด ๆ อีก)" นั่นคือ สังคมแห่งนี้ที่มอบสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเราที่พึงจะได้ในชั่วชีวิตของเรา..
แท้จริงแล้ว สิ่งที่มหาวิทยาลัย"ไม่ได้สอน" และมีอยู่นอก "ตำราเรียน"นั้น มีอยู่มากมายเกินกว่าที่จะกล่าวได้หมด แต่นับว่า"สำคัญ"กว่ามากจนถึงจะเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของคน ๆ นั้นในอนาคต ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ
"รูปแบบการใช้ชีวิต"ของเราหลังจากจบการศึกษาไป ไม่ว่าจะเป็นทั้งใน
"รูปธรรม" เช่น การบริหารการเงินส่วนบุคคล การปรับตัวในที่ทำงาน บุคลิกภาพที่น่าประทับใจ การบริหารพอร์ทและการสร้างความมั่งคั่งส่วนบุคคล การเลือกคู่ครอง การสร้างครอบครัวที่มีความสุข การสร้างเครือข่ายมืออาชีพ ฯลฯ ซึ่งเรามักมาเรียนรู้กันเองภายหลังด้วยวิธีการและข้อมูลที่ถูกบ้าง ผิดบ้าง อาจจะต้องไปเข้าอบรมเพิ่มเติม หรือแม้แต่ศาสตร์และกฎแห่งความสำเร็จมากมายที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จ น่าแปลกมากที่สิ่งนี้ ไม่มีการอ้างถึงแม้แต่น้อยในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย จนเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง สังคมเริ่มตื่นตัวมากขึ้นในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตนเอง เช่น การสร้างอัจฉริยะ ธรรมะแนวประยุกต์ ความสุขที่แท้จริง ฯลฯ ที่เน้นไปสู่ในแบบ
"นามธรรม"เพื่อพัฒนาจิตใจ ควบคู่ความสามารถที่เรามี เพราะ วัตถุความรู้ไม่สามารถช่วยให้เราเต็มอิ่ม หรือแก้ไขปัญหาชีวิตที่อยู่ภายใน"จิตใจ"ของเราได้ นี่ยังไม่รวม สิ่งที่อยู่ในระดับ"จิตวิญญาณ"ที่นับว่าใกล้เคียงกับศาสนาที่เราแต่ละคนนับถือกันอยู่ แต่จะไม่ขอกล่าวถึง เพราะสิ่งที่
ส่องทางจะเน้น คือ การลงลึกในด้านของการพัฒนาระดับ"จิตใจ"ผ่านกระบวนการทาง "ความคิด" และ"กิจกรรม" ที่นำไปสู่เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของเรา ซึ่งในเบี้องต้น คงมีการเน้นถึง"รูปธรรม"การแนะนำเรื่องการทำงาน สร้างความมั่งคั่ง ความสัมพันธ์ และผสานกับความบันเทิงบ้าง เพื่อสร้างความดึงดูด การผ่อนคลาย และช่วยเหลือให้กับคนที่มีแรงจูงใจไม่เพียงพอ ได้เข้าอยู่ในวงในของเราเสียก่อน แล้วจึงค่อย ๆ หล่อหลอม และแนะนำให้เห็นถึงคุณค่าของการพัฒนา"จิตใจ" ในลำดับต่อมา
กิจกรรมเพื่อพัฒนาจิตอาสา/สำนึกเพื่อสังคม หรือ "จิตสาธารณะ"นั้นมีอยู่มากมายที่ชาวส่องทางได้ร่วมกันทำเป็นประจำในทุก ๆ ปี โดยเฉพาะการริเริ่มจาก www.songthang.com เอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ที่มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน(วัดบางไส้ไก่)ธนบุรี เรื่อย ๆ มาจนถึงปัจจุบันนั้น นั้นเป็นส่วนหนึ่งของรุ่นพี่ส่องทางที่จบการศึกษาไปแล้ว เห็นความสำคัญร่วมกันในการ"ทำดี"ตอบแทนสังคม..
..ควบคู่ไปกับงานสิ่งพิมพ์"จุลสาร หรือนิตยสารส่องทาง" ที่เป็นรูปธรรมที่ทางคณะกรรมการรุ่นปัจจุบันรับผิดชอบอยู่ ซึ่งเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่กิจกรรมเหล่านี้ย้ำเตือนให้เห็นถึงความสำคัญของวัตถุประสงค์
"ส่องทาง"ชัดเจนยิ่งขึ้น จนเรียกได้ว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคที่น่าตื่นเต้นและท้าทายที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งมา เพราะภาพและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมปัจจุบันนั้นยิ่งสะท้อนให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า สังคมกำลังขาดสิ่งที่เรียก"จุดสมดุลย์" ระหว่าง
"ความรัก" และ
"ความถูกต้อง/ยุติธรรม" ควบคู่
"สติ" และ
"หน้าที่" ที่พึงมีในตัวเราเอง นั่นคือ ขาดสามัญสำนึกเยี่ยง "วิญญูชน หรือปัญญาชน" ในการใช้ 4 คำนี้อย่างถูกต้อง ถูกสถานที่ และถูกกาลเทศะ ทำให้แนวการ คิด-เชื่อ-พูด-ทำ ของใครอีกหลาย ๆ คนเป็นคนละแนว คือ มักถูกเคลือบแฝงด้วยการ"สร้างภาพ" บน"สื่อ"หลากหลายด้วยวิธี "การตลาดชวนเชื่อ"แบบแยบยล ในเรื่องต่าง ๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับ "การเมือง" ซึ่งแท้จริงแล้วการพัฒนา "จิตอาสา"นั้น จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ ความเป็นจริง ที่เป็นองค์ประกอบของการเติบโตแบบ"ความยั่งยืน"ต่างหาก
ปิดท้ายนี้ เราอยากบอกว่า ไม่อยากให้ใครก็ตามที่เข้ามาทำ"กิจกรรมเพื่อสังคม"เหล่านี้ ด้วยการฝืน บังคับใจตนเอง หรือเพื่อการรักษา"หน้าตา"ของเราในสังคม เพราะนั่นหมายถึงว่า เราอาจยังไม่พร้อมที่จะยกระดับตนเองเพื่อจะเป็น"ผู้ให้"คนอื่นแทนการได้รับแต่เพียงฝ่ายเดียว หรืออย่าแค่คาดหวังที่จะเพียงคิดว่าจะได้"บุญ" เพราะจริง ๆ แล้ว "ความสุข"ที่เกิดขึ้นในจิตใจสำหรับตัวเราเองก็เพียงพอแล้วในตัวของมันเอง แล้วเพื่อน ๆ ทั้งหลายล่ะ พร้อมที่จะก้าวเดินไปด้วยกันหรือยัง
Posted by ส่องทาง ส่องใจ
ก.พ. 19, 2010
แก้ไขล่าสุด:
มี.ค. 17, 2010
คอมเมนต์คอมเมนต์
Posted On
ก.พ. 21, 2010Posted By
Sepiaติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds