วันนี้ได้มีโอกาสไปนั่งฟังสัมมนาที่เอแบค หัวหมาก จัดโดยสมาคมศิษย์เก่าเอแบคร่วมกับ DC Consultant โดยวิทยากร คือ คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ศิษย์เก่าเอแบค CEO และเจ้าของ DMG group ในหัวข้อเรื่อง White Ocean แล้วได้ข้อคิด และประโยชน์ มากมาย รวมทั้งบังเอิญได้อ่าน AU Press ฉบับล่าสุดครบรอบ 10 ปี จึงอยากจะเล่าสู่กันฟัง.. ในแง่มุมที่ตนเองเห็น และอาจไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า "ส่องทาง"เรากำลังก้าวไปสู่ทิศทางเดียวกับทางมหาวิทยาลัยที่มุ่งเป้าหมายเป็น"มหาวิทยาลัยสีขาว"..สายสัมพันธ์สีขาว(White University - White Connectivity)อย่างประสานและสอดคล้องกันจนแทบไม่น่าเชื่อ...
เริ่มจากท่านอธิการบดีภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญได้กล่าวนำว่า ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าคนเรียนสูง จะไม่สามารถการันตีได้เลยว่า คน ๆ นั้น จบออกมาแล้ว จะสามารถมาแก้ปัญหาของสังคม และโลกปัจจุบันนี้ได้ เพราะมีสิ่งหนึ่งดั่งที่ท่านองค์สันตปะปาปัจจุบันได้กล่าวว่า สาเหตุมาจากมนุษย์ขาด "จริยธรรม" อย่างรุนแรง คือมุ่งเน้นแต่ความรู้ในสมอง แต่ละเลยการพัฒนาภายในระดับจิตวิญญาณ (Spiritually development)และลงท้ายจากคำพูดของท่านมหาตมะคานธีว่า มีหลายคนมุ่งเน้นและบอกใคร ๆ ว่าหากต้องการเปลี่ยนแปลงโลก จงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า คือตัวของเราเอง
หลังจากนั้น ก็จะเรื่มการบรรยายของคุณดนัย เปิดนำอธิบายถึงเรื่องใช้กลยุทธ์น่านน้ำสีฟ้า (Blue Ocean)คือ การหาตลาดใหม่ เมื่อนานเข้าก็จะกลายเป็นน่านน้ำสีแดง (Red Ocean) คือคู่แข่งมาก ส่วนแนวคิดเรื่อง White Ocean กลยุทธ์น่านน้ำสีขาวนั้นยังไม่มีคนกล่าวถึงมากนัก เพราะมันเป็นเรื่องความเข้าใจส่วนบุคคล หรือปัจเจกชน - anyone can understand blue and red ocean,but to understand the sustainable growth are up to you.
การก้าวพ้นจากความเคยชินเดิม ๆ และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุก ๆ มิติของโลก อาทิเช่น สิ่งแวดล้อม การเมือง เศรษฐกิจและสังคมจะส่งผลให้ White Ocean จะเริ่มเป็นสิ่งที่ทุกคนเริ่มแสวงหามากขึ้น ในขณะที่ Red Ocean เน้นเรื่องราคาในการแข่งขัน ใช้กิเลสและความอยากของมนุษย์ในระบบทุนนิยมเป็นตัวล่อ เมื่อหมดการส่งเสริมการขาย ตลาดก็จะไม่โต จึงไร้ซึ่งจิตวิญญาณและจริยธรรม ในขณะที่ Blue Ocean เน้นเรื่องความคิดที่เป็นนวัตกรรม และสร้างตลาดใหม่ ๆ ขึ้นมา ซึงหากหลังจากประสบความสำเร็จแล้ว ยังคงอยู่ในกรอบเดิม ก็จะกลับกลายเป็น Red Ocean โดยอัตโนมัติ
White Ocean คือการแข่งขันอย่างมี"สติ" และมี"จรรยาบรรณ" เมื่อสำเร็จแล้ว ก็แบ่งปันให้สังคมและคนรอบข้าง ซึ่งจากการทำวิจัยในเรื่องนี้มานานกว่า 3 ปีของคุณดนัยเอง พบว่า บริษัทที่ใช้แนวการบริหารแบบนี้ จะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จด้านกำไรมากกว่ากว่าบริษัททั่วไปถึง 6 เท่า ทั้งสามารถสร้างองค์กรแห่งความสุขและการยั่งยืนอย่างถาวรอีกด้วย
เมื่อย้อนกลับมาดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เราหลาย ๆ คนที่เกิดในช่วง Baby boom อาจจำได้ถึงการล่มสลายของ"ระบบสังคมนิยม"มาเมื่อหลายสิบปีก่อน ตามมาด้วยการล่มสลายของ"ระบบทุนนิยม"(Capitalism)ในปัจจุบันนับจำนวนครั้งได้มากถึง 126 ครั้ง หากยกตัวอย่างของชาล์ล ดาร์วิน ผู้คิดค้นทฤษฎีวิวัฒนาการ ผู้กล่าวว่าสิ่งมีชีวิตที่สามารถดำรงเผ่าพันธ์ในโลกมนุษย์ได้ยาวนานที่สุด ไม่ใช่สายพันธุ์แข็งแรงที่สุด แต่เป็นสายพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีที่สุด ดังจะเห็นได้ถึงไดโนเสาร์ สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สาบสูญจากโลกนี้ไปเมื่อ65ล้านปีที่แล้ว ขณะที่เต่าพันธุ์ Harriet กลับยังคงปรากฎอยู่บนโลกใบนี้ ดั่งที่บิลล์ เกตต์ อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟ์ทที่มักจะเตรียมการเปลี่ยนแปลงในบริษัทฯของเขาในอัตราที่เร็วกว่าตลาดเสมอ
"We always OVERESTIMATE the CHANGE that will occur in the next two years and UNDERESTIMATE the CHANGE that will occur in the next ten. Don't let yourself lulled into inaction."
ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายถึงการทำ CSR(Corporate Social Responsibility)ว่า เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่จำเป็นต้องทำ คือ การทำความดีตอบแทนคืนสู่สังคม ไม่เพียงแต่ทำกำไรสูงสุดเท่านั้น ซึ่งหากแบ่งลำดับความสำคัญในเรื่องนี้แล้ว ต้องทำตามลำดับขั้นตอนดังนี้ คือ
1. Individual Social Responsibility (ISR) : จิตสำนึกส่วนตัว
2. Children Social Responsibility (CSR-1)
3. Corporate/Citizen Social Responsibility (CSR-2)
4. City Social Responsibility (CSR-3)
5. Country Social Responsibility (CSR-4)
จะเห็นได้ว่า ทุกอย่างนั้นย้อนกลับมาสู่ตนเอง ก่อนไปสู่ผู้อื่น และสังคม นั่นหมายถึง การพัฒนาในข้อ 1- ISR "ความรับผิดชอบต่อตนเอง"นั้นมีความสำคัญมากที่สุด ในการพัฒนาระดับจิตใจ และจิตวิญญาณเรา ในส่วนที่เรียกว่า "จริยธรรม"ความดีงามของตนเอง แม้ว่าเป้าหมายในระดับ 2 (CSR -2)นั้นจะมีเป้าหมายเดียวกันในการมอบสิ่งดีงามเพื่อ "สังคม"เหมือนกัน แต่คนส่วนใหญ่มักมองเห็น"รูปธรรม"ที่ชัดเจน จับต้องได้ง่ายกว่า ขณะที่ ISR หรือกลยุทธ์น่านน้ำสีขาว เป็นเชิง"นามธรรม" ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม คุณงามความดี มาเป็นดีเอ็นเอในการขับเคลื่อนตัวเรา และองค์กรที่เราทำงาน หรือร่วมกิจกรรมอยู่
เราควรก้าวเดิน และปลูกฝังจากข้อ 1 (ISR) ก่อนเสมอ และเริ้มพัฒนาไปสู่ข้อ 2 Children Social Responsibility (CSR-1) คือ ลูกหลานในครอบครัวของเราเอง ไปสู่องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กภายนอก ก่อนถึงข้อ 3 Corporate/Citizen Social Responsibility (CSR-2)ระหว่าง หรือก่อนจบการศึกษา เพื่อให้เราสามารถพัฒนาจิตสาธารณะภายในตัวเราเองก่อนระหว่างเป็นนักศึกษา เพื่อว่าเมื่อเราจบไปทำงาน เมื่อถูกบริษัทมอบหมาย เป็นบทบาทหน้าที่ ๆ บังคับให้ทำ เราจะไม่ขาดจิตวิญญาณที่อยากจะให้อย่างบริสุทธิ์ใจ
หลักการ และแนวความคิดหลัก 7 ประการของ White Ocean Strategy :
1. การเกิดขึ้นขององค์กรเป็นไปเพื่อสร้างผลเชิงบวกต่อสังคมโดยรวม (Net positive impact on Society)
2. ตั่งเป้าหมายในระยะยาว และมองในระดับมหภาค (Long-term goal, Macro view)
3. แสวงหาจุดสมดุลระหว่าง People, Planet, Profit,& Passion
4. ยึดมั่นบนหลักการของโลกอันอุดมสมบูรณ์ และแบ่งปัน (The World of Abundance)
5. ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรม ความซื้อสัตย์ ความเป็นจริง และความเป็นเนื้อแท้ (Integrity) - คิด พูด เชื่อ ทำ เป็นเรื่องและแนวเดียวกัน
6. เป็นตัวอย่างชัดเจนในเรื่อง Individual Social Responsibility (ISR)
7. เป็นผู้สร้างมาตรฐานใหม่ และมาตรฐานใหม่ให้เกิดขี้นในวงธุรกิจ และสังคม (Being Role Model for Benchmarking)
โยงกลับมาเกี่ยวกับปรัชญาของส่องทางกับความดีเลิศทางจริยธรรม การคิดนอกกรอบ ไม่ยึดถือประเพณี แต่วิเคราะห์และแสวงหาความเป็นเลิศในสิ่งที่กระทำ ไม่หลง และไปตามกระแสสังคมอย่างตระหนักในตนเองนั้นช่างคล้ายคลึงกับกลยุทธ์น่านน้ำสึขาวมาก เพียงแต่ว่าเราจะเน้นปัจเจกชนในด้านลึกมากกว่า ไม่ได้ระบุว่าต้องเชื่อมโยงกับโลกธุรกิจของเรา แต่สามารถนำกลับมาใช้ได้ในทุกขณะแม้ในชีวิตประจำวัน ครอบครัว หรือในโลกของธุรกิจ..

ABAC มหาวิทยาลัยแรกที่ประกาศ White University
ส่วนบทวิเคราะห์ตนเอง หลังจากทีได้อ่าน AU Press : The Official Assumption University Student Newspaper ฉบับครบรอบ 10 ปี ทำให้ทราบความจริงหลาย ๆ อย่างที่ซ่อนอยู่ในข้อเขียน และบทสัมภาษณ์ แล้วผมจะมาเล่าต่อครับ มีอะไร ๆ หลาย ๆ อย่างที่ไม่มีใครบอก แต่ถ้า Journalist & Columnist ทั้งหลายใน AU Press บอกไว้ ก็น่าจะใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุด...โปรดติดตามอ่านในตอนที่ 2...(เฉพาะคนที่ลงทะเบียนเท่านั้น)
หมายเหตุ : สำหรับผู้สนใจต้องการศึกษา และปฎิบัติเกี่ยวกับ White Ocean, Free Download ที่นี่ครับ http://www.dmgbooks.com/site/download/white-ocean/index.html
Posted by ส่องทาง ส่องใจ
ก.พ. 03, 2010
แก้ไขล่าสุด:
เม.ย. 22, 2010
คอมเมนต์คอมเมนต์
Posted On
ก.พ. 06, 2010Posted By
SepiaPosted On
ก.พ. 04, 2010Posted By
Sepiaติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds